Header Ads

Karlovy Vary 2018: History of Love ★★★★

 
Karlovy Vary 2018: History of Love (by Sonja Prosenc)
★★★★

ผลงานฟิคชั่นลำดับที่สองของผู้กำกับชาวสโลวีเนียที่เคยแจ้งเกิดไว้จากหนังดราม่าความสัมพันธ์ครอบครัวที่ถูกเลือกฉายในสายรองของเทศกาลเดียวกันอย่าง 'Karlovy Vary' คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับหนังที่มีประเด็นดราม่าครอบครัวโดยถูกเล่าผ่านตัวละครหลักที่เป็นวัยรุ่นสาวคนหนึ่งผ่านพาร์ทของความสมจริงกึ่งแฟนตาซี ซึ่งในครั้งนี้ทำให้เขาเองถูกเลือกฉายในสายหลักของเทศกาล และสามารถคว้ารางวัล 'Special Mention' ของสายไปครองได้ จะเห็นว่าสโคปของการเล่าเรื่องในหนังเรื่องใหม่ล่าสุดของเธอไม่ได้ขยับขยายไปจากหนังเรื่องก่อนมากเท่าไหร่นักในแง่ของประเด็นที่พูดถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว แต่การขยับขยายของหนังเรื่องนี้จะอยู่ที่โฟกัสที่หนังเริ่มเล่าเรื่องผ่านตัวละครวัยรุ่นสาวคนหนึ่งที่ประสบกับโศกนาฏกรรมที่ทำให้เธอนั้นสูญเสียแม้ไปในอุบัติเหตุทางน้ำ ซึ่งหนังเองก็สร้างคาแร็คเตอร์ของตัวละครให้เป็นนักว่ายน้ำด้วย เพราะฉะนั้นการเซ็ตบาดแผลของเรื่องราวผ่านตัวละครตัวนี้โดยตรงนั้น ทำให้หนังเองสร้างเงื่อนไขทางกายภาพที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของตัวละครได้อย่างชัดเจน ดังนั้นสภาพของหนังเองที่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่นำเสนอภาพของความจริง หรือส่วนที่เหมือนเป็นภาพเหนือจริงอย่างความฝัน หรือสถานภาพของการบิดเบือนความเป็นจริงนั้นมันสอดรับวิ่งผ่านจุดศูนย์กลางของตัวละครที่ต้องแบกรับบาดแผลของความเจ็บปวดอย่างไม่ตั้งใจ และมันเป็นผลพวงที่ตกตะกอนอยู่ภายในจิตใจของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


แม้ว่าพล็อตในลักษณะที่นำเสนอภาพของตัวละครตัวหนึ่งที่ไปประสบกับเหตุสะเทือนใจในชีวิตมา และผลักดันเรื่องราวออกไปในเชิงแฟนตาซีเหนือจริงจะไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากนักในโลกของภาพยนตร์ แต่การเล่นกับคาแร็คเตอร์บางอย่างของหนังเรื่องนี้ยังมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเล่นกับความดังเบาของเสียง เหมือนสภาพการรับรู้เรื่องเสียงของตัวละครผ่านเครื่องช่วยฟัง หรือในช่วงของการดำน้ำเองก็ดี การใส่รูปแบบการเล่าเรื่องที่เป็นการได้ยินปกติในบางช่วง และการที่แทบไม่ได้ยินเลยในบางช่วง ได้ยินแต่ความอื้ออึงของบรรยากาศที่เกิดขึ้นโดยรอบนั้น ถือว่าเป็นงานยากอยู่เหมือนกันที่หนังเรื่องนี้จะสามารถสร้างไดนามิกได้มากเพียงพอที่จะดึงผู้ชมได้ตลอด เพราะการลดโสตสัมผัสดังกล่าวนั้น ถ้าหนังเองจับจังหวะของการเล่าเรื่องได้ไม่ดีมากนัก มันย่อมจะสร้างปัญหาให้กับความต่อเนื่องของหนังอยู่เหมือนกัน ซึ่งในช่วงแรกของหนังเองก็ประสบปัญหาอยู่บ้างแต่ไม่มากเสียเท่าไรนัก หนังเองยังสามารถควบคุมความต่อเนื่องของการเลือกใช้ความดังเบาที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ค่อนข้างดีอยู่ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ หนังเองมีวิธีการการเล่าเรื่องแบบอื่นที่ใช้เข้ามาเล่นกับความผิดเพี้ยนของโสตประสาทสัมผัสเรื่องเสียงที่เกิดขึ้น


สิ่งที่หนังเรื่องนี้เองเลือกที่จะใช้นั่นคือ การลำดับภาพที่ดึงภาพที่ไม่ต่อเนื่องของเหตุการณ์เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นภาพที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่แวดล้อมตัวละครอีกตัวหนึ่ง ภาพความฝันความแฟนตาซีของตัวละคร รวมไปถึงการใช้ภาพในความทรงจำในอดีตของตัวละครนำ ซึ่งตัดสลับเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และหนังเองอาศัยจังหวะที่ดีเพียงพอที่จะสอดประสานกันกับความไม่ต่อเนื่องของงานรับรู้เรื่องเสียงของหนัง ซึ่งตรงส่วนนี้เองมันถูกใช้เพื่อชดเชยกันและกันได้อย่างน่าสนใจ และทำให้หนังเองมีความลื่นไหล ท่ามกลางเนื้อเรื่องที่ไม่ได้ถูกขยับขยายออกไปมากเท่าไหร่นัก ซึ่งก็ดูจะเป็นปัญหาในเรื่องพัฒนาการอยู่เล็กน้อย ความน่าสนใจประการถัดมาในเรื่องของวิธีการ หนังเองเล่นกับเรื่องของพื้นที่การจัดวางของสิ่งต่างๆในเรื่องได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นกับสีของหนัง ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงินดำมืดของผืนน้ำ สีเขียวของผืนป่า และสีของเปลวไฟ สีสองสีแรกเป็นสีที่หนังเองสร้างผลสัมฤทธิ์ที่น่าชื่นชมในช่วงท้ายของเรื่องที่หนังเองเซ็ตพื้นที่ของการนำเสนอสถานการณ์ที่ยากจะบอกว่ามันเป็นพาร์ทของความเป็นจริง หรือเป็นความฝันที่ถูกผลักออกไปให้มีความเหนือจริง พื้นที่ของหนังตรงนี้สอดรับกับการใช้สีของสองสีที่บอกไม่ได้ชัดเจนมากนักว่ามันคือความจริงหรือไม่ การสร้างพื้นที่ตรงส่วนนี้ของหนังสร้างความคลุมเครือที่น่าสนใจ ในทางหนึ่งมันอาจเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา แต่ในอีกทางหนึ่งนั้นมันสามารถให้ความหมายเชิงอุปมาของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าสนใจ


การนำเสนอเรื่องราวของการสำรวจอดีต หรือประวัติศาสตร์ของความรักของตัวละครแต่ละตัวย่อมมีพื้นที่ที่น่าสนใจอยู่แล้ว แน่นอนว่าหนังเองใช้แกนกลางของเรื่องเป็นเรื่องราวของความรักที่ตัวละครนั้นมีต่อคนที่สูญเสียไปในตอนต้นเรื่อง ซึ่งนั่นก็คือแม่ของตัวละครหลัก การสำรวจสัดส่วน และพื้นที่ของความรัก และนำมาซึ่งการกระทำของตัวละครแต่ละตัวที่ตอบสนองต่อกันในรูปแบบที่แตกต่างกันไปนั้น ทำให้ความรักของหนังเรื่องนี้มีการจัดวางเลเยอร์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และในทางหนึ่งหนังเรื่องนี้กำลังสร้างมวลบรรยากาศของการขวนขวายสำรวจบาดแผลที่เกิดขึ้นจากความรักที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจของตัวละคร เอาเข้าจริงแล้วการเล่นภาพของความกึ่งฝันกึ่งจริงของตัวละครในเรื่องนั้น มันทำให้หนังเองสามารถสร้างตัวตนของความรักที่เป็นแกนของเรื่องในลักษณะของการอุปมาอุปมัยได้เช่นกัน บางทีเส้นเรื่องในบางจุดอาจเป็นภาพของความอุปมาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในหนังเลยก็เป็นไปได้ การเรียนรู้ของตัวละครที่สำรวจความรักนั้นเป็นกิริยา และปฏิกิริยาที่กระทำระหว่างมนุษย์ในเรื่องอย่างน่าสนใจ และการสวิงไปมาของน้ำหนักที่ความรักของตัวละครแต่ละตัวในหนังเองหลงเหลืออยู่นั้นกลายเป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ และมันสะท้อนความซับซ้อนของความรู้สึกในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ไขว่คว้าหาคำตอบให้กับความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่เราเองก็รู้ว่าคำตอบในสมการเหล่านั้นไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ


ไม่มีความคิดเห็น