Header Ads

Locarno 2018: Too Late to Die Young ★★★★


Locarno 2018: Too Late to Die Young (by Dominga Sotomayor Castillo)
★★★★

ผลงานขนาดยาวลำดับที่สามของผู้กำกับ 'Dominga Sotomayor Castillo' ซึ่งคว้ารางผู้กำกับยอดเยี่ยมในสายประกวดหลักของเทศกาลหนังโลคาร์โนปีนี้ไปครองได้ ซึ่งหลายคนรู้จักเธอจากผลงานแจ้งเกิดจากหนังยอดเยี่ยมของเทศกาลหนังร็อตเตอร์ดามเมื่อหกปีที่แล้วอย่าง 'Thursday Till Sunday' ซึ่งเล่าเรื่องราวของเด็กสาววัยรุ่นที่ไปเที่ยววันหยุดกับครอบครัว แล้วต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าพ่อและแม่ของเธอกำลังจะแยกทางกัน ถัดมาจากนั้นอีกสองปีผู้กำกับส่งผลงานเข้าฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลินกับเรื่อง 'Mar' ที่ยังนำเสนอภาพของวัยรุ่นที่อยู่ท่ามกลางของปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมชิลีปัจจุบันอีกเช่นเคย ซึ่งหลังจากนั้นอีกสี่ปีผู้กำกับได้สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่น่าจดจำมากที่สุดในการทำงานของเธอ และในแง่ของพัฒนาการทางด้านภาพยนตร์เธอพาตัวเองมาถึงจุดสูงสุดที่น่าจดจำอย่างมาก มันมีเลเยอร์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และดูท่าทีว่าเธอเองก็ประสบความสำเร็จจากการกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ถึงแม้ไม่ได้แปลกใหม่มากนัก แต่แข็งแรงมากเพียงพอที่จะทำให้เธอสามารถคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากสายประกวดหลักของเทศกาลหนังโลคาร์โนในปีนี้ไปครองได้ ซึ่งในหนังเรื่องล่าสุดของเธอย้อนเรื่องราวกลับไปในช่วงซัมเมอร์ของปี 1990 ในช่วงปีที่ท้ายของสงครามเย็น และการสิ้นสุดลงของระบอบเผด็จการที่ปกครองโดยประธานาธิบดี 'Augusto Pinochet' ซึ่งกินเวลายาวนานมากถึงสิบเจ็ดปี และการกลับมาของระบอบประชาธิปไตยในประเทศ กับภาพของการเล่าเรื่องราวการสำรวจการก้าวผ่านวัยของหนุ่มสาวชนบทในช่วงเวลานั้น กลายเป็นความหอมหวนอย่างมาก และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เองมีเสน่ห์ค่อนข้างมาก จากการพาดผ่านกันของวัตถุดิบ และบรรยากาศที่หนังเรื่องนี้หยิบเอามาเล่าเรื่อง


แม้ว่าหนังขนาดยาวทั้งสามเรื่องของผู้กำกับจะโฟกัสที่เรื่องราวของความเป็นวัยรุ่นที่เกิดขึ้นในสังคมของชิลี แต่น่าสนใจที่มันมีรายละเอียดส่วนของเรื่องราวที่จะเลือกเล่าเรื่องนั้นแตกต่างกันไป รวมไปถึงความทับซ้อนของวิถีการที่หนังเองใช้ในการเล่าเรื่องด้วย ในหนังเรื่องเยี่ยมเรื่องล่าสุดของเธอ เล่าเรื่องราวโฟกัสในเรื่องของการก้าวผ่านวัยของวัยรุ่นที่เรียนรู้ที่จะโฟกัสเรื่องของความฝัน ความผิดหวัง และความรักที่เกิดขึ้นในสภาพของสังคมช่วงนั้นที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกของประชาธิปไตย การเคลื่อนไหว และการเบ่งบานของเสรีภาพที่เกิดขึ้นในสาระบบส่วนกลางของชีลีแทบไม่ได้มีอิทธิพลทางกายภาพอย่างชัดเจนต่อพื้นที่ของหนังที่กำหนดเอาไว้เป็นพื้นทีในชนบท ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยกวนในเรื่องของระบบ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันน้อยกว่าอย่างชัดเจน พูดกันอย่างตรงไปตรงมาในเชิงของพื้นที่แล้ว หนังให้ภาวะของสภาพไร้กาลเวลาออกมาอย่างชัดเจน และกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ที่นำเสนอภาพของความฝันของวัยรุ่น การดิ้นรนในชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นเอกเทศ มีความเชื่อมโยงกับกระแสเคลื่อนตัว และการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในศูนย์กลางของชีลี การตีความในประเด็นการก้าวผ่านวัยของตัวละครที่ถูกผูกโยงเรื่องราวเอาไว้ด้วยเลเยอร์ของความสัมพันธ์ที่น่าสนใจที่วางอยู่ในพื้นที่ที่เหมือนเป็นเอกเทศ และไร้อิทธิพลของการเมืองเข้ามาครอบงำในระบบ แต่กลายเป็นว่ารอยปริแตกที่เกิดขึ้นของหนัง และทำให้ภาพในอุดมคติที่เกิดขึ้นนั้นล่มสลายลงกลายเป็นภาพของการก้าวผ่านวัยของวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยมโนทัศน์ที่ซับซ้อน มันเหมือนมีพายุที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจของวัยรุ่น และมันค่อยๆเริ่มกำเนิดจากภาพในจิตใจ และขยายใหญ่ออกไปในผลลัพธ์เชิงกายภาพที่ทำให้ความเงียบสงบ ความเป็นเอกเทศของพื้นที่นั้นต้องล่มสลายลง


แท้จริงแล้วในทางหนึ่งของหนังเรื่องนี้ที่นำเสนอภาพในช่วงเวลาของการเริ่มตั้งไข่อีกครั้งของประชาธิปไตยในประเทศชีลีหลังเผด็จการที่ปกครองประเทศมาเกือบยี่สิบปีนั้นล่มสลายลงไป อาจมองในเชิงเลเยอร์ของการให้ภาพอุปมาอุปมัยที่มีต่อตัวละครวัยรุ่นในเรื่องที่เหมือนเป็นตัวแทนของภาพความสัมพันธ์ในเชิงเสรีภาพ และอิสรภาพในโลกของประชาธิปไตย ซึ่งในช่วงวัยของวัยรุ่นนั้นมันล้นปรี่ไปด้วยแรงขับเคลื่อนของสภาพจิตใจ ทั้งความรัก และความฝันของช่วงวัยที่กำลังรุ่งโรจน์ สภาพของพื้นที่เชิงเอกเทศ และการกำหนดกรอบของเรื่องราวให้เกิดขึ้นในพื้นที่ชนบทห่างไกล ให้ภาพอุปมาอุปมัยของสภาวะชะงักงันที่กำลังเริ่มเคลื่อนตัวของความเป็นประชาธิปไตยที่กำลังเกิดขึ้นในชิลี พูดกันอย่างตรงไปตรงมาจะว่าไปแล้วแนวคิดทางการเมืองก็มีผลกับเรื่องราวในหนังอยู่พอสมควร แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นเชิงกายภาพที่ถูกเห็นอย่างประจักษ์ชัดแจ้งมากนัก แต่การสอดแทรกผ่านเรื่องราว และกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในหนัง ทั้งเรื่องของการใช้มติในการกระทำบางอย่างของสถานการณ์ ไล่เรียงเรื่อยไปถึงเสรีภาพในเชิงความรัก และเซ็กซ์ ซึ่งในหลายส่วนที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นบางประการมันสามารถสะท้อนสภาพของการอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นประชาธิปไตย และเผด็จการได้อย่างชัดเจนอยู่ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งในการสอดแทรกรายละเอียดของหนังผ่านช่วงเหตุการณ์เล็กๆทั้งที่สัมพันธ์กันและไม่สัมพันธ์กันมีผลต่อเนื่องกับการอุปมาอุปมัยในประเด็นทางระบบความคิดทางการเมือง ระหว่างเผด็จการอำนาจนิยม และประชาธิปไตยอยู่ไม่น้อยและความสัมพันธ์ของตัวละครผ่านช่วงวัยที่ต่างกันผ่านตัวละครหลักในเรื่องทั้งสามตัวที่มีแรงบันดาลใจของการกระทำในเรื่องต่างๆที่วิ่งผ่านศูนย์กลางของประเด็นเรื่องความรักในหนังมันก็ให้การสำรวจพื้นที่ผ่านอิทธิผลจากผลลัพธ์ทางการเมืองในช่วงของเผด็จการอยู่มากน้อยแตกต่างกันไป มันสะท้อนภาพของการล้มลุกคลุกคลานในช่วงตั้งไข่ของประชาธิปไตยได้อย่างเปี่ยมความรู้สึก


หนังอบอวลไปด้วยบรรยากาศของช่วงวัยอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องของการใช้โทนสีในหนัง การกำหนดส่วนของการวางองค์ประกอบภาพซึ่งสร้างบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ ในสภาพของการหยุดนิ่งเพื่อค้นหาความหมายของช่วงวัย เพื่อค้นหาทิศทางและตัวตนของตัวเองในช่วงวัยรุ่น ซึ่งสะท้อนภาพของการขับเคลื่อนตัวเองอย่างเชื่องช้าของประเทศในช่วงที่กำลังก้าวผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตย การนำเสนอเรื่องราวในรายละเอียดของหนัง ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของตัวละครในเรื่อง โดยเฉพาะสามตัวหลัก ทั้งการพยายามดิ้นรนเพื่อหาที่อยู่ในวันพรุ่งนี้ การใช้ช่วงเวลาวันส่งท้ายปีใหม่ เพื่อบอกเล่าภาพของการเปลี่ยนผ่านเป็นจุดที่ค่อนข้างแข็งแรงค่อนข้างมากในหนังเรื่องนี้ และทำให้ความหมายในหนังค่อนข้างชัดเจน และมันยิ่งตอกย้ำภาพของความชัดเจน ในการสร้างเลเยอร์ของการเมืองเอาไว้เบื้องฟลังของภาพการก้าวผ่านวัยด้วยการหยิบสัญลักษณ์ของการสร้างความหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุนัขที่หายไป หรือเรื่องเล่าที่ถูกเล่าอย่างม้าที่ตายในเรื่องเองก็ดี มันสะท้อนความหมายของเรื่องราวที่อาจปูย้อนไปได้ในเชิงประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศนี้ ซึ่งน่าสนใจที่ว่าม้าพันธุ์ของชิลีเป็นหนึ่งในม้าที่ขึ้นชื่อ และเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด การใช้สัญลักษณ์ของการเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวเคลื่อนตัวก้าวไปข้างหน้าอย่างการขับรถ ในช่วงสุดท้ายกับภาพของไฟที่กำลังลุกลามในหนัง มันสามารถเชื่อมโยงภาพของความเป็นวัยรุ่นที่กำลังก้าวผ่านวัยเข้าใจโลก กับช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยของประเทศชิลี มันเป็นเหมือนภาพของเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ไม่ค่อยชัดเจนมากนัก ซึ่งดูจะเป็นความรู้สึกของผู้กำกับในช่วงวัยเยาว์ที่ผสมผสานเข้ามาอย่างพร่าเลือนด้วย ซึ่งในเพลงของ 'The Bangles' อย่าง 'Eternal Flame' ที่เป็นเพลงที่สะท้อนภาวการณ์ของการเคลื่อนตัวด้วยความรู้สึกของการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีความหมายของช่วงวัย


ไม่มีความคิดเห็น