Header Ads

[Review] Norah ★

 
[Review] Norah (by Ekachai Srivichai)


หลังจากค่อนข้างประสบความสำเร็จในแง่คำวิจารณ์จากหนังเรื่องแรกของเขาอย่าง 'เทริด' ที่เล่าความสัมพันธ์ของครูโนราห์ และลูกชายที่ไม่ยอมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีตรงส่วนนี้ ผู้กำกับอย่าง 'เอกชัย ศรีวิชัย' เดินเครื่องต่อด้วยการนำเสนอในเชิงประวัติศาสตร์แฟนตาซีที่เล่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นย้อนไปในอดีต ขนานกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของที่มาที่ไปของการกำเนิดโนราห์โดยผ่านความสัมพันธ์ของความรักที่เกิดขึ้นของชายหญิงในเรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ทะเยอทะยานค่อนข้างมากของเขา และพูดกันอย่างตรงไปตรงมานั้นผลลัพธ์ของหนังเรื่องนี้ดูจะห่างไกลหนังเรื่องก่อนหน้าของเขาชัดเจนที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างซื่อตรง และเรียบง่ายที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อกับลูก และวัฒนธรรมโนราห์ที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราว ซึ่งมันค่อนข้างเรียบง่าย และไม่ได้มีเส้นเรื่องที่ซับซ้อนมากนัก พอให้ผู้ชมเองสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ตัวผู้กำกับเองมีต่อวัฒนธรรม และประเพณีความเชื่อที่เขาเองมองว่าควรสือสานตรงส่วนนี้ได้พอสมควร แต่ในหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่มีโครงสร้างที่ใหญ่โต และเกี่ยวพันเรื่องราวกับเส้นเรื่องยิบย่อยค่อนข้างมาก มีหลากมิติให้เล่า และพูดถึง ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะน่าผิดหวังค่อนข้างมาก เพราะเขาเองเอาหนังเรื่องนี้ไม่ไหว และแสดงอาการร่อแร่ค่อนข้างชัดเจนทีเดียว มันมีช่องโหว่ และจุดบอดที่ไม่น่าให้อภัยในหลายจุด และเขาเองก็ดูจะละเลยบาดปผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนังเรื่องนี้


แม้ว่าผู้กำกับจะเชื่อ และศรัทธาในวัฒนธรรม ประเพณของโนราห์ค่อนข้างมาก ซึ่งเขาอาจจะเชื่อในความปรัมปราของตำนานโนราห์ที่เกิดขึ้นในเวียงกลางบางแก้วซึ่งคือพัทลุงในปัจจุบัน เชื่อในตำนานของพระยาสายฟ้าฟาดเจ้าเมือง เชื่อในขุนศรีศรัทธาบรมครูของโนราห์ แต่ความล้มเหลวอย่างชัดเจนของหนังเรื่องนี้คือการที่เขาไม่สามารถถ่ายทอดความเชื่อให้กับคนดูโดยที่มีน้ำหนัก และไม่สร้างความตะขิดตะขวงใจกับเรื่องราว และความเชื่อตรงส่วนนี้ จะเห็นว่าเขาเองยังถ่ายทอดความเชื่อที่เขาเองมีผ่านตัวละครในหนังได้ไม่ดี การตัดสินใจในแต่ละครั้ง หรือการเลือกเส้นทางทางเดินในแต่ละครั้งมันไม่ถูกนำเสนอภาพของการเป็นมนุษย์ที่เสียสละสิ่งหนึ่ง เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า หนังเล่าเรื่องบังคับให้เกิดการตัดสินใจของเรื่องราว โดยที่พัฒนาการของการตัดสินใจของตัวละครในเรื่องยังไม่มีความสุกงอมที่มากเพียงพอ หรือยังไม่สามารถพัฒนาเรื่องราว ประวิงเวลาที่มากเพียงพอที่จะนำมาซึ่งความหนักแน่นอย่างน้อยในเชิงอารมณ์เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของเรื่องราวมีน้ำหนัก สภาพที่เกิดขึ้นคือ เหมือนหนังหักดิบ หักคอคนดูให้เชื่อในสิ่งที่คนทำเชื่อ ซึ่งตัวละครนั้นไร้ความเป็นมนุษย์ค่อนข้างมาก และหนังเองก็ทำให้ความรักความสัมพันธ์ของตัวละครหลายตัวในหนังเรื่องนี้ กลายเป็นพื้นที่ของความจลาจลที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะสุดท้ายหนังเองก็ดันดับเครื่องชน ละทิ้งเรื่องราวส่วนอื่นไปทั้งหมด เพียงเพื่อบอกเราว่าพวกเขาศรัทธาในโนราห์จริงๆ นั่นกลายเป็นความล้มเหลวของส่วนสำคัญที่ไม่น่าอภัย


หนังเริ่มเรื่องราวด้วยตัวละครหญิงตัวหนึ่งที่เดินทางมายังพัทลุงที่ซึ่งครอบครัวจะมาลงทุนอะไรสักอย่างในพื้นที่ที่เป็นบ้านของครูโนราห์เก่า จากนั้นหนังเองก็พาตัวละครย้อนเวลาไปพบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ทำให้ตัวละครต้องตัดสินใจเลือกระหว่างความรัก หรือวัฒนธรรมโนราห์ ซึ่งการที่หนังเองเริ่มจากความเชื่อเรื่องโนราห์เป็นศูนย์ของตัวละคร มีเพียงชื่อที่เชื่อมโยงกัน และเอาเข้าจริงแล้ว พอพัฒนาเรื่องราวไปเราก็ไม่ได้เห็นความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นมากนัก หรือการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ตัวละครจะต้องเห็นความสำคัญของโนราห์ในเรื่องเลยด้วยซ้ำ หรืออย่างน้อยในแง่มุมของความรักที่เกิดขึ้นที่จะมีน้ำหนักให้ตัวละครสามารถยึดโยงกับตัวคนรักในอดีตเมื่อเวลาผ่านไปจึงต้องทำให้โนราห์มีความสำคัญ การวางเรื่องราวที่ไม่ดีเพียงพอ และไม่พัฒนาความคิดในจิตใจของตัวละครให้เชื่อในสิ่งที่เห็น หรือสิ่งที่สัมผัสในเรื่องราวนั้น กลายเป็นปัญหาที่หนังเองยากที่จะบอกเราได้อย่างเพียงพอ มันกลายเป็นความไม่น่าเชื่อถือที่ชวนผิดหวังในหลายทาง ไม่ใช่เพียงแต่ความเชื่อเรื่องโนราห์ แต่ยังรวมไปถึงที่มาที่ไปของการตัดสินใจที่แทบไม่มีหลักอะไรของตัวละครในเรื่องหลายตัวเกิดขึ้น มันไร้น้ำหนักอย่างชัดเจน ต่อให้เป็นหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์โดยไม่อิงวัฒนธรรมโนราห์ที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ตามที


ปัญหาสำคัญที่ทำให้หนังเองไม่สามารถสร้างความต่อเนื่องจนเป็นผลมาซึ่งการสร้างความน่าเชื่อถือที่มากเพียงพอในหลายส่วนของเรื่องราวนั่นเป็นเพราะวิธีการเล่าเรื่องที่หนังเองแม้จะไล่เรียงลำดับตามเวลา แต่เราจะเห็นว่าความเชื่อมโยงของการใช้อดีต กับปัจจุบันที่กระทำต่อกันเหมือน 'Butterfly Effects' นั้นเกิดขึ้นไม่มากนัก และเอาเข้าจริงๆแล้วผลลัพธ์ของความเชื่อมโยงตรงส่วนนี้นั้น เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงท้ายเรื่องด้วยซ้ำ ในช่วงที่หนังเองต้องการผลลัพธ์เพื่อสะท้อนให้เห็นถงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ ซึ่งมันน่าผิดหวังค่อนข้างชัดเจน เพราะหนังเองไม่ได้สร้างพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ตัวละครตระหนักมาก่อนหน้านี้ และหนังเองก็หยิบเอาเหมือนอนุมานไปว่า ถ้าไม่มีโนราห์แล้วโลกนี้จะไร้ซึ่งวัฒนธรรม ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา โนราห์เองก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งส่วนเล็กๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้เท่านั้นเอง และพื้นที่ของเวียงกลางบางแก้วก็เป็นเพียงอาณาจักรหนึ่งที่วันหนึ่งล่มสลายไป และมีการเปลี่ยนผ่านรับเชิงวัฒนธรรมอยู่ตลอดเวลามากกว่า การเลือกที่จะใช้พื้นที่ของภาพยนตร์ในการนำเสนอสิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่งดงาม เพียงแต่ก็ต้องส่งต่อความเชื่อเหล่านั้นออกมาอย่างน่าเชื่อถือด้วยเช่นเดียวกัน


ไม่มีความคิดเห็น