Header Ads

[Review] Thi-Baan The Series 2 Part 2 ★★★

 
[Review] Thi-Baan The Series 2 Part 2 (by Surasak Pongson)
★★★

หลังจากประสบความสำเร็จจากการเริ่มต้นจักรวาลของวิถีชีวิตไทบ้านเมื่อปีที่แล้วทั้งเรื่องของรายได้ และคำวิจารณ์ตลอดจนความสำเร็จบนเวทีรางวัล ดูเหมือนว่าผู้กำกับ "สุรศักดิ์ ป้องศร" จะขยายขอบเขตของงานตัวเองออกไปค่อนข้างไกลมากขึ้น ทั้งเรื่องของวิถีการ การสร้างสมดุลของการเล่าเรื่อง ตลอดจนถึงความหลากหลายของประเด็นที่เกิดขึ้นในชนบทของศรีสะเกษ แต่ในส่วนของการเล่าเรื่องที่เริ่มโฟกัสความสัมพันธ์ของตัวละครที่มากตัวมากยิ่งขึ้น และทำให้ตัวละครหลายตัวมีพื้นที่ที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้นในหนังกลับสร้างปัญหาให้เห็นมากขึ้น แม้ว่าบางสิ่งที่เคยเป็นหัวใจของหนังไทบ้านเดอะซีรี่ส์ตรงส่วนนี้จะยังเห็นได้ชัดเจนอยู่ แต่ในแง่ของการควบคุมเรื่องราวที่มันใหญ่โตมากขึ้น จะเห็นว่าผลสัมฤทธิ์ของหนังเกิดขึ้นน้อยกว่าสิ่งที่หนังเองหยิบใส่เข้ามา ปัญหาตรงส่วนนี้นั้นเกิดขึ้นขึ้นตั้งแต่ในตอนที่หนึ่งที่ฉายตอนช่วงต้นปีที่ผ่านมาแล้วด้วยซ้ำ คือถ้าเทียบกับหนังในภาคแรกนั้น เราเองจะเห็นว่าการที่ผู้กำกับเลือกโฟกัสเรื่องราวผ่านความรักของตัวละครอย่าง 'ลอด' ที่เป็นความรักที่ไม่แน่ใจผ่านผู้หญิงสองคน และตัวละครก็ถูกผลักให้อยู่ศูนย์กลางที่เฉิดฉายของเรื่องราว ทำให้หนังเองสามารถขับเคลื่อนทิศทางของมันออกไปได้อย่างชัดเจน และมีความแน่นอน ผลลัพธ์ของมันเลยมีความกลม และสรุปรวบความออกมาได้ค่อนข้างสวยงาม ต่างจากในภาคที่สองทั้งสองตอนที่หนังเองเริ่มโฟกัสตัวละครอื่นในสัดส่วนที่ค่อนข้างเท่ากัน และดูเหมือนในตอนแรกนั้น พอหนังเองใช้พื้นที่ในการเล่าเรื่องอย่างละไม่ต่างกันมากนัก แต่ดันไปผลักดันจุดพีคผ่านตัวละครพระแทนทำให้ส่วนอื่นๆกลายเป็นส่วนที่ดร็อปลงไปชัดเจน ในทางกลับกันในตอนที่สองนั้นหนังพยายามสร้างความโดดเด่นให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของตัวละครอื่นมากยิ่งขึ้นด้วย


แต่ในทางหนึ่งของหนังตอนที่สองที่สร้างพื้นที่ไคลแม็กซ์ให้กับตัวละครอื่นในลักษณะที่ไม่ค่อยคู่ขนานไปด้วยกันและกันนั้น เรื่องราวของตัวละครหนึ่งมีการเล่าเรื่องไปถึงจุดหนึ่ง และผ่านจุดพีคของเรื่องราวไปแล้ว แต่ในขณะที่เรื่องราวของตัวละครหนึ่งจุดพีคของเรื่องราวยังมาไม่ถึง ทำให้จุดพีคของหนังเองถูกกำหนดไว้หลายจุด และเมื่อตัวละครผ่านจุดพีคนั้นไปแล้ว มันกลายเป็นว่าตัวละครเหล่านั้นผมความน่าสนใจไปโดยปริยาย ซึ่งตรงนี้เลยเป็นข้อเสียของหนังเรื่องนี้ที่ว่างจุดพีคของเรื่องราวเอาไว้มากหลายจุด และไม่สามารถสร้างความต่อเนื่องของไดนามิกของหนังเองออกมาได้อย่างมากเพียงพอ ซึ่งก็ยังเป็นปัญหาของผู้กำกับที่พยายามผลักความเป็นตอนแบบหนังซีรี่ส์เข้ามาในโลกภาพยนตร์ และยังวางสัดส่วนได้ไม่ดีมากเสียเท่าไหร่นัก การโฟกัสของผู้ชมเลยเกิดการโฟกัสที่เรื่อยเปื่อย และกำหนดแกนกลางของหนังเองได้ไม่ชัดมากนัก ซึ่งในมุมมองของความเป็นซีรี่ส์ที่หนังเองพยายามจะหยิบเอาแกนกลางในเรื่องของวิถีความเป็นไทบ้านที่เกิดขึ้นเข้ามาจับ แต่ก็ยังดูเหมือนว่าเรื่องราวของตัวละครนั้นมันยังหมุนรอบแกนในองค์ประกอบ สัดส่วนน้ำหนัก ตลอดจนพัฒนาการของเรื่องราวได้ไม่กลมกลืนกันมากเท่าไรนัก อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น ซึ่งก็คงเป็นความสามารถในเรื่องของการลำดับภาพ ลำดับเรื่องราวที่ยังไม่เชี่ยวชาญมากเพียงพอ เพราะการผลักจุดไคลแม็กซ์ให้เกิดขึ้นหลายครั้ง และลดอารมณ์มันลง หลังจากนั้นจุดไคลแม็กซ์ที่เกิดขึ้นกับเส้นเรื่องในส่วนอื่นๆที่ใส่เข้ามามันมีความพีคไม่ได้ต่างกันมากนัก มันเลยไม่ได้สร้างไดนามิกให้กับหนังได้ดีมากเท่าไหร่ อีกทั้งการแตะเรื่องราวที่โฟกัสพัฒนาการเชิงมิติของตัวละครที่ไม่ได้ลึกมาก มันก็ดูเป็นการเหนี่ยวนำบังคับอารมณ์ของผู้ชมให้เปลี่ยนผ่านตามต้องการมากจนขัดกับสิ่งที่ถูกนำเสนอออกมา


การนำเสนอที่ว่านั่นก็คือ การสร้างภาพที่เป็นธรรมชาติ และจริงใจของวิถีความเป็นไทบ้าน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ไร้การปรุงแต่งที่มากเกินงามของหนังวิถีไทบ้านที่เราเองเห็นในหนังที่มาจากพื้นถิ่นหลายเรื่อง ซึ่งในที่นี้รวมย้อนไปถึงหนังที่สร้างพลุแตกให้กับวงการหนังในลักษณะนี้อย่าง "ผู้บ่าวไทบ้าน" (ในภาคแรก) ของ "อุเทน ศิริวิ" ด้วย การนำเสนอเรื่องราวผ่านการแสดงที่เหมือนทีเล่นที่จริง เต็มไปด้วยบาดแผลของการแสดง และการโฟกัสที่ไม่พยายามปรุงแต่งมากจนเกินไปทำให้หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติของเรื่องราวออกมาได้อย่างดี และกลายเป็นจุดแข็งของหนังชุดนี้ที่จงใจละเลยการควบคุมกำกับปรุงแต่งที่มากเกินไปของการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการแสดงของตัวละตนในหนังเรื่องนี้ แม้ว่าหนังเองจะมีปัญหาเรื่องของการสร้างไดนามิกของการเล่าเรื่องที่ไม่อาจนำเสนอด้วยห้วงเวลาของเส้นเรื่องต่างๆที่สอดประสานกันได้ดีมากนัก แต่การสร้างสมดุลของอารมณ์ในหนังยังทำได้ค่อนข้างดีอีกเช่นเดิม การเจือปนผสมผสานอารมณ์เชิงลบ ทั้งความเศร้าความเสียใจที่เกิดขึ้นในหนัง และอารมณ์ด้านบวกที่เป็นความสนุกสนานทีเล่นที่จริงของผู้คนในสังคมถูกวางไว้ในสัดส่วนที่ค่อนข้างน่าชื่นชม ความน่าสนใจของหนังที่มันไม่พยายามผลักดันการปรุงแต่งที่ดราม่ามากจนเกินไปอย่างในหลายซีนที่เป็นซีนอารมณ์ด้านลบหนังเองก็รีบเปลี่ยนผ่านมันเข้าสู่พื้นที่ของความสนุก หรืออารมณ์อันปกติทั่วไป มันยิ่งทำให้ตัวละครมีความเป็นธรรมชาติ มีความเป็นมนุษย์ที่สามารถจับต้องได้อย่างชัดเจน ต่างจากหนังหลายเรื่องที่พยายามขับอารมณ์ออกมามากจนเกินงาม และทำให้ภาพรวมของหนังในส่วนอื่นๆไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งในหนังเรื่องนี้มันก็ดูเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลานเส้นเรื่องในลักษณะนี้


ในทางหนึ่งของการเล่าเรื่องแบบนี้ของหนังมันสะท้อนภาพของตัวละครด้วยวิถีความไทบ้านที่เกิดขึ้นได้อย่างสมจริง มีเสน่ห์ ภาพของชนบทในมุมมองหนึ่งมันถูกมองเป็นภาชนะที่ว่างเปล่า และไร้การขับเคลื่อนใดๆเกิดขึ้น แต่หนังเรื่องนี้กลับให้ภาพในมุมอที่ต่างออกไป แม้ว่ามันไม่ได้นำเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงที่ให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่การเคลื่อนไหวของการดิ้นรนในชีวิตของพวกเขา แม้จะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลที่เกิดขึ้น มันกลับทำให้หนังเติมเต็มไปด้วยสายน้ำของชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหว บางครั้งมันรุนแรง บางครั้งมันเรียบนิ่ง แต่หลังจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันจะกลับมาเรียบนิ่งโดยฉับพลัน มันทำให้ภาพของสังคมในชนบทในหนังเรื่องนี้ซึมซับบาดแผลที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งเอาไว้ การซึมซับที่เกิดขึ้นของความทุกข์ไว้เบื้องหลัง และขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนต่อไป มันเป็นความดิ้นรนที่มีเสน่ห์ ในครั้งที่มันรุนแรงมันก็รุนแรง ในครั้งที่มันจะเงียบสงบมันก็เงียบสงบ มันเป็นเสน่ห์ของความไทบ้านที่สามารถสะท้อนออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม และในพื้นของความกลมกลืน และคลุมเครือที่หนังเองสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชุมชน และศาสนา, ปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนกับบุคคลภายนอก ทั้งคนต่างชาติ ทั้งเทคโนโลยีจากโลกภายนอก สิ่งที่ผู้กำกับเองวางเอาไว้ในรายละเอียดมันเติมเต็มสิ่งที่เคยถูกกังขาว่าเป็นพื้นที่ของความว่างเปล่าในสายตาของคนเมืองให้เปี่ยมไปด้วยชีวิต เปี่ยมไปด้วยการเคลื่อนไหวที่พร้อมขยับขยายการเชื่อมต่อกับโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งการรับมือกับโลกภายนอก การรับมือกับสิ่งเดิมที่มีอยู่มาตั้งแต่สมัยก่อนในชุมชน แม้ในหลายครั้งมันเต็มไปด้วยบาดแผล ในหลายครั้งมันเต็มไปด้วยการสูญเสีย แต่ในวันรุ่งขึ้นเขาจะยิ้มรับ และดิ้นรนเพื่อมีชีวิตในวันต่อไป ผู้กำกับเติมลมหายใจของความเป็นไทบ้านได้อย่างมีเสน่ห์ และงดงาม


ไม่มีความคิดเห็น