Header Ads

Sundance 2018: Night Comes On ★★★★


Sundance 2018: Night Comes On (by Jordana Spiro)
★★★★

หนังขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ 'Jordana Spiro' ผู้กำกับหญิงผิวขาวที่เรื่องแรกของเธอเล่าเรื่องราวชะตากรรมของผู้หญิงผิวสี โดยหนังเข้าฉายครั้งแรกที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ และสามารถคว้ารางวัล 'NEXT Innovator' ไปครองได้ หลังจากนั้นหนังเองก็ตระเวนฉายในเทศกาลอีกหลายเทศกาลทั้งรอตเตอร์ดาม และ CPH:PIX ด้วย หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหญิงผิวสีวัยรุ่นที่พึ่งพ้นจากสถานพินิจสำหรับเด็ก หลังจากที่เธอต้องเข้าไปรับโทษจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในครอบครัว และหลังจากเธอออกมานั้นก็ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตในสังคมที่ค่อนข้างแปลกไปจากเดิม จริงๆแล้วพล็อตเรื่องก้าวผ่านวัยในลักษณะนี้ไม่ได้แปลกใหม่แต่ประการใด การนำเสนอภาพของการเรียนรู้โลกของตัวละครผ่านเรื่องราวหลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้นมา และตัวละครพึ่งพ้นโทษ ออกมาเผชิญโลกหลังจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นพล็อตเรื่องที่ค่อนข้างจำเจ แต่หนังหลายเรื่องเองที่มีพล็อตเรื่องในลักษณะนี้ก็ทำออกมาได้ดีเยี่ยมเฉกเช่นกับหนังเรื่องนี้ สิ่งที่หนังเรื่องนี้เองมี และถือเป็นสิ่งสำคัญค่อนข้างมากเลยนั่นก็คือ หัวใจของการที่หนังเองโฟกัสตัวละครนำหญิงในเรื่องที่เป็นวัยรุ่นที่ต้องมาเผชิญกับโลกที่เธอเคยรู้จัก แต่ตอนนี้เหมือนไม่รู้จักอีกต่อไป การพยายามทำความเข้าใจโลกที่เต็มไปด้วยบาดแผลสร้างพื้นที่ของการสำรวจตัวละครนำได้อย่างเป็นเอกเทศ และเมื่อหนังเองโฟกัสตรงส่วนนี้ได้อย่างแม่นยำแล้ว สาส์นที่หนังเองต้องการสื่อออกไปจึงทรงพลังค่อนข้างมากทีเดียว


ภาพของตัวละครผู้หญิงที่พึ่งผ่านความบอบช้ำของชีวิต แผลตกสะเก็ดแห้งกรัง เดินเตรดเตร่เหมือนไม่รู้จุดหมาย ภาพของตัวละครที่ถูกนำเสนอออกมาเป็นในลักษณะนั้น ความน่าสนใจอีกประการของการนำเสนอในลักษณะนี้ของหนังนั้นก็คือ การที่หนังเองเลือกที่จะไม่นำเสนออะไรออกมาชัดเจน ภาพทิศทาง รวมถึงการเดินทางของตัวละครเต็มไปด้วยความคลุมเครือค่อนข้างมาก เราเองแทบไม่รู้ว่าตัวละครเองคิดอะไรอยู่ เอาเข้าจริงแล้ว ภาพของตัวละครนั้นถูกทำให้ค่อนข้างชัดเจนเพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นอยู่ในขณะนั้น และมันก็ยังยากที่จะบอกด้วยว่า ตัวละครเองมีความรู้สึกที่นิยามได้อย่างชัดเจนว่าอะไร ผู้ชมเองสามารถรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในห้วงขณะเวลานั้นได้เพียงเท่านั้นเอง ความคลุมเครือของความรู้สึกที่เกิดขึ้น และยากที่จะนิยามได้อย่างชัดเจนตรงส่วนนี้นั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ และมันเป็นหัวใจสำคัญที่ดึงผู้ชมให้โฟกัสอยู่ที่ตัวละครได้ตลอดเวลาที่หนังเรื่องนี้เดินเรื่อง อีกประการหนึ่งก็คือ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครนำหญิงในเรื่อง และน้องสาวของเธอ ซึ่งความคิด ตลอดจนความสัมพันธ์ต่างๆตรงส่วนนี้นั้นมันก็ยากที่จะคาดเดา แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ถูกยึดโยงเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ และรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนระหว่างเธอ และน้องสาวของเธอก็ทำให้หนังเรื่องนี้เองน่าสนใจมากด้วยเช่นเดียวกัน


เอาจริงๆแล้วภาพของตัวละครที่เดินเตรดเตร่ และการยึดโยงตัวละครกับความสัมพันธ์ในส่วนอื่นๆของหนังด้วยความคลุมเครือนั้น มันทำให้ตัวละครเต็มไปด้วยพื้นที่ของความเหงาอย่างมหาศาล มันผลักตัวละครออกไปจากการยึดโยงของบุคคลอื่นๆในเรื่องอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงแรกของเรื่องที่เสน่ห์ของความเหงาแบบถล่มทลายตรงนี้ของตัวละครสร้างแรงปะทะอย่างรุนแรง แต่น่าเสียดายที่อณูสารของความสัมพันธ์ตรงนี้มันถูกลดทอนไปในช่วงท้ายเรืองที่ตัวละครระเบิดอารมณ์ความสัมพันธ์กับคนเป็นพ่อ ซึงหนังเองทำให้อารมณ์ชัด และประเด็นความรู้สึกเป็นรูปเป็นร่างมากเกินไปเสียหน่อย จนละลายความซับซ้อนที่เกิดขึ้นในใจของตัวละครไปค่อนข้างมากทีเดียว ในช่วงแรกของหนังที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยวความเหงาของตัวละครในเรื่องนั้น ในช่วงนี้กลับทำให้ภาพของหนังเองมันซ้อนทับกับหนังเรื่อง 'Moonlight' ของ 'Barry Jenkins' อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยภาพส่วนใหญ่ของเรื่องที่เป็นกลางคืน และการใช้แสงทั้งแสงจากดวงจันทร์ และดวงไฟตามทางเดินที่สลัวๆ ทำให้ภาพ และอารมณ์ความรู้สึกนั้นมีความพร่ามัวอย่างที่ได้กล่าวไปในเรื่องของความคลุมเครือข้างต้นของบทความนี้


ภาพของความรู้สึกที่ละลายเข้าหากันในช่วงต้นเรื่อง ร่วมกับงานภาพที่สอดประสานกันอย่างน่ายกย่องชื่นชม ทำให้หนังเรื่องนี้เกือบให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับการซ้อนทับในหนังออสการ์เรื่องนั้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเธอ และแฟนสาวของเธอในช่วงเวลาอันสั้นนั้น มันก็มีเสน่ห์ที่เหมือนเป็นการสำรวจภาพปรักหักพังได้อย่างดี แน่นอนว่าอิทธิพลของหนังในลักษณะนี้หลายเรื่องย่อมเริ่มมาจากหนังของหว่องเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เอาเข้าจริงแล้วมันเป็นหนังที่ไม่ได้มีห้วงของความรู้สึกที่ว่างเปล่ามากมายนัก แม้ว่ามันจะเป็นหนังที่สำรวจความตัวคนเดียว ความไม่เหลือใครของตัวละครบนโลกใบนี้ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่ว่าตัวละครเองไม่มีใครเลย แต่หมายถึงความเข้ากันไม่ได้ การผลักใสเหมือนอะตอมประจุเดียวกันในลักษณะนี้มากกว่า พื้นที่ของหนังเองกลับถูกเติมเต็มด้วยอารมณ์ของความนวล ความอบอุ่นบางอย่างที่เกิดขึ้นในความแห้งเหือดของจิตใจของตัวละครอย่างชัดเจน มันทำให้หนังเองเปี่ยมไปด้วยชีวิต และจิตวิญญาณของตัวละคร แม้ว่ามันจะเล่าเรื่องราวที่ไม่น่าภิรมย์มากเสียเท่าไหร่ก็ตาม ในหนังเรื่องแรกของเธอนั้นมันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของการทำความเข้าใจสาแหรกของความสัมพันธ์ที่ตกสะเก็ดเป็นบาดแผลที่ไม่เคยเยียวยาของความสัมพันธ์มนุษย์ได้อย่างซับซ้อน และงดงามไม่น้อยทีเดียว ภาพสิ่งก่อสร้างที่ถูกทาสีเป็นภาพคลื่นในท้องทะเลสร้างความปลอมของความรู้สึกที่ตัวละครเองไม่เคยเข้าถึงได้อย่างดีเยี่ยม มันอาจเป็นเหมือนฝันร้าย แต่มันคือความจริงที่ทั้งเจ็บปวด และงดงาม


ไม่มีความคิดเห็น