Header Ads

Toronto 2018: The Third Wife ★★★★

 
Toronto 2018: The Third Wife (by Ash Mayfair)
★★★★

ผลงานเรื่องแรกจากผู้กำกับหน้าใหม่ชาวเวียดนามอย่าง 'Ash Mayfair' ที่ไปคว้ารางวัล 'Neptec' จากเทศกาลหนังโตรอนโตครั้งล่าสุดมาครองได้อย่างสมภาคภูมิ โดยเป็นหนังพีเรียดเล่าเรื่องราวในศตวรรษที่ 19 ในชนบทเวียดนามเมื่อเด็กหญิงวัยสิบสี่ปีต้องแต่งงานเป็นภรรยาคนที่สามของชายในครอบครัวที่ร่ำรวย และเธอต้องเรียนรู้เรื่องราวผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวขนาดใหญ่แห่งนี้ ซึ่งลักษณะของหนังเองมันก็มีความเป็นหนังก้าวผ่านวัยที่สะท้อนมุมมองของเพศหญิงในการเรียนรู้สถานภาพ และวิถีของความเป็นเพศหญิงในสังคมที่ให้เกียรติ ให้คุณค่าเพศชายมากกว่าในช่วงเวลานั้น การเล่าเรื่องของหนังมีลักษณะเป็นการเล่าเรื่องที่ค่อยๆเผาผลาญตัวเองอย่างช้าๆ และกำหนดเหตุการณ์มาให้ตัวละครเรียนรู้ และทำความเข้าใจ ทั้งตัวตนของตัวเธอเองและสภาพสังคมวัฒนธรรมในห้วงเวลานั้นที่เธออยู่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะส่วนหนึ่งที่หนังเรื่องนี้เองกำกับโดยผู้หญิงด้วยหรือไม่ ทำให้โฟกัสเรื่องของความเป็นหญิง ทั้งในหลายๆแง่ไม่ว่าจะเป็นบวกและลบ หรือในแง่ความหมายของเพศสภาพที่ซ้อนทับกับความผันแปรของช่วงวัยมันมีการเชื่อมโยงความหมาย และความรู้สึกเอาไว้ได้อย่างแข็งแรง เอาเข้าจริงแล้วสภาพของความเป็นเพศหญิงที่หนังเรื่องนี้ใส่เข้ามามันมีพลังอย่างมหาศาลซึ่งกลายเป็นแกนที่สำคัญของเรื่องที่แข็งแรงค่อนข้างมาก และผลักดันบทสรุปที่ตัวละครหลักของเรื่องมี หรือสร้างการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรายล้อมตัวละครได้อย่างหนักแน่นและแข็งแรงอย่างมาก มันได้เติมเต็มความเป็นมนุษย์ของตัวละครหลักในเรื่องให้มีลมหายใจ และสัมผัสความรู้สึกของเนื้อหนังมังสา และจิตวิญญาณของความปราถนา และการดิ้นรนในชีวิตได้อย่างเข้มข้น


สิ่งแรกที่หนังเรื่องนี้สร้างได้อย่างแข็งแรงผ่านการเล่าเรื่องที่เผาผลาญตัวเองอย่างช้าๆนั่นก็คือ งานภาพที่หนังเองเลือการวางสี จนบางซีนมีความเข้มของสีที่ค่อนข้างสร้างความแฟนตาซีของความรู้สึกที่ถูกแต่งเเต้มอารมณ์จนผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติอยู่พอสมควร ความเข้มของสีในงานภาพ และการวางเรื่องของแสงและเงาในหนังเองทำให้หนังสามารถสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆออกมาได้อย่างดี ประเด็นตรงส่วนนี้ส่งผลให้เนื้อหาที่ถูกสื่อสารออกมานั้นสามารถสั่งสมเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นจนผลักดันบทสรุปออกมาได้ค่อนข้างมีพลังท่ามกลางการเล่าเรื่องแบบนี้ที่มักจะให้ผู้ชมเก็บสะสมอณูสารที่หนังเองถ่ายทอดออกมา การที่หนังเองค่อยๆนำเสนอภาพของตัวละครนำของเรื่องในการไปเจอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเล็กละน้อย ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือในบางซีนหนังเองก็เหมือนเอาตัวละครนำจำลองภาพใส่ตัวละครอื่นเข้าไปสะท้อนภาพซ้อนของตัวละครเองในสถานการณ์ที่ต่างออกไป ซึ่งสิ่งที่หนังเองค่อยๆเพียรพยายามเล่าเรื่องด้วยข้อมูลที่คอยมาหักล้างความเชื้อ และขนบของตัวละครนั้นมันทำให้ผู้ชมเองค่อยๆซึมซับแรงผลักดันของการเปลี่ยนแปลงที่ตัวละครนำเองนั้นเผชิญอย่างช้าๆ และหนังเองก็สะท้อนให้เห็นผ่านภาพการตระหนักครุ่นคิดของตัวละครที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนไปตรงส่วนนี้ ซึ่งการวางความคลุมเครือต่อผลลัพธ์ที่ตัวละครเลือก หรือคิดมันก็สร้างความน่าสนใจให้กับมิติของตัวละครนำของเรื่องค่อนข้างมากทีเดียว เพราะมันยิ่งทำให้ตัวละครมีความซับซ้อนและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สิ่งที่คนดูรับรู้ได้จึงเป็นน้ำหนักของอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าตัวเนื้อหาที่เป็นความสรุปของตัวละคร ยิ่งทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น


ในหนังเรื่องนี้เองใช้การเล่าเรื่องที่ดี ค่อยเป็นค่อยไป งานภาพที่แข็งแรง และจุดโฟกัสที่คลุมเครือน่าสนใจผ่านตัวละครนำแล้ว หนังเองยังหยิบเอาสัญลักษณ์ถึงการเปลี่ยนแปลง และก้าวผ่านวัยของตัวละครนำในเรื่องเข้ามาใส่ด้วย อย่างที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งคือ การหยิบเอาการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากหนอน เป็นดักแด้ และเป็นผีเสื้อ ซึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเรื่องราวนั้นแบ่งเป็นสามองค์ได้พอดิบพอดี และที่น่าสนใจคือหนังเองไม่พยายามใช้การเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ตรงส่วนนี้อย่างตรงไปตรงมาเพียงอย่างเดียว แต่ทว่ามันขยับขยายไปถึงการสะท้อนตัวละครนำผ่านตัวละครอื่นในเรื่องอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลานสะใภ้ที่นำมาซึ่งเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่เป็นภาพสะท้อนของเธอในผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในทางหนึ่งนั้นการที่หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องที่เน้นไปทางการนำเสนอภาพของการครุ่นคิด การนำเสนอภาพที่เป็นเลเยอร์ของการสะท้อนภาพของจิตใจ การตระหนักรับรู้ของตัวละครที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ มันทำให้ภาพของหนังนั้นสะท้อนอยู่ในการสื่อสารสภาพทางจิตมากกว่าที่จะพูดเรื่องราวที่เกิดขึ้น ประเด็นตรงนี้มันจึงเหมือนการสำรวจการเปลี่ยนผ่านของสภาพจิตใจมากกว่าที่จะพูดภาพทางกายภาพของการเปลี่ยนผ่านทางสถานการณ์ ในซีนต่างๆที่หนังเองวางเอาไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นซีนหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่เอาผ้ามาแขวนกับต้นไม้ หรือการนำเสนอภาพของเรือที่เคลื่อนตัวเข้าไปในถ้ำ มันสื่อความหมายเชิงเพศสภาพได้ค่อนข้างชัดเจนด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าการหยิบยกประเด็นสัญลักษณ์ในลักษณะนี้แบบเนียนๆทำให้หนังเองดูมีชั้นเชิง และเล่นความทับซ้อนในรูปแบบของการอุปมาอุปมัยได้อย่างดียิ่งขึ้นไปอีก


ในภาพรวมของหนังเองถึงแม้หนังจะมีการใส่สัญลักษณ์ที่สะท้อนเพศสภาพ โดยเฉพาะการสื่อถึงอวัยวะเพศหญิงหลายครั้ง มันกำลังสำรวจความเป็นเพศหญิงของตัวละครแทบจะทุกตัวได้อย่างดี แม้หนังเองจะนำเสนอภาพของผู้หยิงที่ถูกกดขี่เอาไว้ด้วยระบบของสังคม และวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ คือมีช่วงหนึ่งที่หนังเองพยายามจะสะท้อนภาพที่น่าเศร้าของเพศชายผ่านการแต่งงาน แต่ผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องจากนั้นที่เกิดขึ้นมันกลับสะท้อนความที่ผู้หญิงเองยังเป็นเพศที่ต่ำต้อยกว่าเพศชายในยุคนั้นอย่างชัดเจน ด้วยระบบที่ไม่ยุติธรรมที่ถูกกดด้วยเพศชายเอาไว้ไม่กี่คนของบ้านที่กลับมีอำนาจเด็ดขาด แม้ว่าภาพของหนังเองมันจะนำเสนอภาพของเพศหญิงในลักษณะนี้ แต่ถ้าเรามองให้ลึกขึ้น เรากลับพบว่ามีหลายช่วงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องราว ซีนที่ผู้หญิงของบ้านกอดกัน หรือการนำเสนอภาพของความสัมพันธ์ในฐานะแม่เองก็ดี มันกลับให้ภาพที่ซับซ้อนมากกว่านั้น เพราะกลายเป็นว่าแม้เบื้องต้นหนังเองจะให้ภาพของความอ่อนแอที่ผู้หญิงจะต้องตกเป็นเบี้ยล่าง แต่ในความที่ถูกกดเอาไว้นั้น หนังเองกลับสร้างภาพในตอนท้ายว่าไม่ใช่เป็นเพราะความอ่อนแอของเพศสภาพที่เป็นหญิง แต่เอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่หนังเองสะท้อนมาในหลายฉากแล้ว เพศสภาพของหญิงนั้นมีความแข็งแรง แข็งแกร่ง จิตวิญญาณที่เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกของการดิ้นรน และมีชีวิตทรงพลังมาก แต่สิ่งที่กดเข้าไว้ไม่ใช่เพศชาย เพศชายกลายเป็นเปลือกนอกที่ดูแข็งแรงแต่ข้างในเต็มไปด้วยความอ่อนแอ สิ่งที่กดเพศหญิงเอาไว้อแท้จริงแล้วคือความเชื่อ สังคมวัฒนธรรม และค่านิยม ซึ่งดูเหมือนว่าเมื่อหนังพาตัวละครเดินเรื่องราวมาถึงจนจบ ดูเหมือนตัวละครนำของเรื่องจะมีคำตอบให้กับสิ่งเหล่านี้แล้ว ถือเป็นหนังเรื่องแรกของผู้กำกับสาวที่ทำออกมาได้ซับซ้อน และวางโครงสร้างเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น