Header Ads

Venice 2018: Shadow ★★★★

 
Venice 2018: Shadow (by Zhang Yimou)
★★★★

ในวัย 67 ปี คงไม่มีใครคาดหวังมากนักกับการกลับมาเล่าเรื่องแอคชั่นศิลปะการต่อสู้ว่าจะออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอด หลังจากช่วงหลังผลงานของเขาไม่ค่อยสู้ดีนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไปกำกับงานฮอลีวู้ดบล็อคบัสเตอร์ที่คุณภาพย่ำแย่อย่าง 'The Great Wall' และผลงานที่ทำได้ดีของเขาก่อนหน้านี้ในปี 2014 ก็เป็นผลงานที่เล่าเรื่องราวดราม่าในระดับบุคลลทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่าง 'Coming Home' แต่ถ้าย้อนไปถึงผลงานกำลังภายในชิ้นโบว์แดงของเขาก็คงต้องย้อนไปถึงปี 2004 ซึ่งเป็นช่วงยุคท้ายๆของผลงานที่มีผู้คนยกย่องจดจำซึ่งก็คือ 'House of Flying Daggers' ซึ่งการกลับมาประสบความสำเร็จครั้งนี้ของผู้กำกับออเตอร์คนนี้ที่หนังเรื่องใหม่รุ่มรวยไปด้วยศิลปะของการเล่าเรื่อง และศิลปะการแสดงผ่านท่วงท่ารำในหนังศิลปะการต่อสู้เรื่องนี้ก็การันตีให้เห็นถึงความเป็นศิลปินที่ยังซ่อนอยู่ในตัวของเขาแม้จะผ่านผลงานช่วงหลายปีมานี้ที่ไม่น่าจดจำมากเท่าไรนัก ซึ่งคำวิจารณ์ของหนังเรื่องนี้ที่เทศกาลหนังเวนิส และโตรอนโตที่พึ่งฉายไปเมื่อหลายเดือนก่อนก็เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งการเข้าชิงรางวัลม้าทองคำกว่าหลายรางวัลสำหรับหนังเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงการกลับมาผงาดอย่างสง่าผ่าเผยของผู้กำกับที่สะท้อนการเล่าเรื่องประเทศจีน ราชวงศ์จีนที่มีพล็อตเรื่องตามมสูตรสำเร็จ มีการจัดวางความสัมพันธ์ และสร้างความหมายของสิ่งต่างๆในเรื่องอย่างสูตรสำเร็จ ซึ่งเรามักพบเห็นในหนังต่อสู้ชิงบัลลังก์ เกมการเมือง และเรื่องราวของความรักที่เข้ามาเป็นองค์ประกอบของเรื่องราว ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่เราเองเห็นอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แต่ความแข็งแรงของแกนเรื่อง และการวางคอนเซ็ปเชิงศิลป์ที่มีความแข็งแรงมากเพียงพอก็ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นผลงานที่น่าจดจำของเขาเรื่องหนึ่งในช่วงหลายปีมานี้


อย่างที่บอกไปว่าหนังเองมีประเด็นทางการเมือง และเรื่องของความรักที่เป็นสิ่งพื้นฐานในหนังที่พูดถึงศิลปะป้องกันตัว หรือขยายไปถึงเรื่องของหนังกำลังภายในส่วนใหญ่ที่เราเห็นจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่การยึดกับคอนเซ็ปเรื่องของความขาวดำ และความเป็นหยินหยางของหนังที่ถูกสำรวจอย่างชัดเจนภายในหนังเรื่องนี้ก็ทำให้คาแร็คเตอร์ของหนังมีความโดดเด่นค่อนข้างมาก การตั้งคำถามถึงสมดุลของความเป็นขาว และดำของหนังถูกวางเอาไว้ได้อย่างดี ตั้งแต่เรื่องของงานภาพ ซึ่งในที่นี้รวมไปถึงเรื่องของการจัดองค์ประกอบของภาพ เรื่องของสีในภาพ ตลอดจนความสว่างความมืดของเงา ซึ่งหนังเองเอาประเด็นตรงส่วนนี้ต่อยอดไปถึงการจัดวางเรื่องของเงาที่เป็นชื่อของหนังเรื่องนี้ด้วย การขยายขอบเขตจากเรื่องของหยิน และหยาง สมดุลของความขาวดำ ความสว่างและมืดที่ต่อยอดไปถึงเรื่องของการวิพากษ์เรื่องของเงาถูกวางไว้อย่างมีชั้นเชิง จะเห็นว่าลำดับแรกหนังเองตั้งคำถามถึงความสมดุลของสีขาว และดำ ผ่านความอ่อนโยน และความรุนแรง ซึ่งตรงนี้ถูกแทนด้วยภาพของผู้หญิง และผู้ชาย และนั่นเองหนังบอกอย่างชัดเจนถึงภาพแทนของตระกูลหยางในเรื่อง ซึ่งความเป็นหยางของหนังเองวางไว้อย่างตรงไปตรงมาไม่ได้สร้างความซับซ้อนมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือการสำรวจ การชั่งน้ำหนัก รวมไปถึงการต่อรองในความเป็นหยินของตัวละคร ซึ่งถูกเล่าผ่านความสัมพันธ์ผ่านตัวละครหญิงที่เกิดขึ้นในแคว้นเป่ย ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างหญิงในฐานะน้องสาวของฮ่องเต้ และความเป็นหญิงในฐานะของภรรยาของสามี ซึ่งความเป็นชายถูกผูกไว้กับความทุทะลุ และขี้ขลาดบางประการที่ถูกใส่มาในหนัง มันทำให้โครงสร้างของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างความรุนแรงของตัวละครชายที่มีสายสัมพันธ์ทางการกับตัวละครหญิงในเรื่องมีความน่าสนใจ และหนังเองใช้สะพานเชื่อมโยงไว้ด้วยตัวละครชายตัวหนึ่งที่มีปมเรื่องของแม่ และมีมูลฐานของความเป็นปุถุชนธรรมดาที่ใคร่ในเรื่องอำนาจน้อยที่สุดคนหนึ่ง


ดังนั้นภาพของการปะทะกันจากมุมมองทางเพศถูกมองผ่านตัวละครที่เหมือนเป็นสะพานเชื่อมกึ่งกลางของการสำรวจความหมายผ่านมุมมองที่มีต่อเพศหญิงที่ต่างจากอีกสองตัวละครที่มีความกดทางเพศที่มากกว่าอย่างชัดเจน การลุแก่อำนาจ และการสำรวจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงสร้างความหมายของเรื่องราวอย่างน่าสนใจ การจดจ้องที่ต่างออกไปของตัวละครจึงมีน้ำหนักในการสร้างเรื่องราวที่สะท้อนผ่านคำว่าหยินอย่างชัดเจน ในวงของหยิน และหยางนั้น ต่างมีวงกลมขั้วตรงข้ามอยู่ข้างใน และการถามหาสมดุลตรงส่วนนี้ผ่านอำนาจทางเพศก็น่าสนใจไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นในเลเยอร์ลำดับถัดมาที่หนังเองพูดถึงเรื่องของเงา การวางคำถามเรื่องของเงามีสิ่งที่น่าสนใจ ในเชิงกายภาพที่ชัดเจนมากที่สุดของหนัง หนังวางตัวละครหลักของเรื่องราว เป็นเหมือนเงาของตัวละครอีกตัวหนึ่งในเรื่อง ซึ่งในทางกายภาพ และเลเยอร์ในชั้นแรกหนังเองตั้งคำถามว่าใครคือเงา ในเชิงเนื้อเรื่องมันเปรียบเทียบเรื่องของเงาผ่านตัวตนของตัวละครสองตัวของเรื่องที่มีสถานะทางสังคมที่เป็นขุนนางชั้นสูง และอีกคนหนึ่งที่เป็นทาส แต่เมื่อเรามองดูโครงสร้างทางการเมืองที่หนังเรื่องนี้เองสร้างขึ้นเราจะเห็นว่าความเป็นเงาของหนังเองขยายภาพเชิงซ้อนไปที่ตัวละครอีกหลายตัวทั้งในเชิงของภาพที่เห็นจากโครงสร้างที่วางความสัมพันธ์ของตัวละครเอาไว้อย่างตรงไปตรงมา และภาพในเชิงอุปมาอุปมัยที่พูดทั้งประเด็นปมในใจของตัวละครที่เป็นแม่ เป็นภรรยา และเป็นน้องสาวของเพศหญิงในเรื่อง การกระเทาะปมของตัวละครผ่านมุมมองที่ต่างกันออกไปให้ภาพ และความหมายที่ต่างกัน และน่าสนใจทีเดียว แน่นอนว่าความสัมพันธ์ทั้งในเชิงกายภาพของตัวบุคคล และในเชิงการเมืองของหนังเรื่องนี้ ทั้งทางตรง และทางอุปมาอุปมัยอย่างที่กล่าวไปนั้นมันทับซ้อนกับเรื่องของความรักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นเลเยอร์พื้นฐานที่เราเองเห็นได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว


เอาเข้าจริงแล้วการที่หนังเองกำหนดสถานะทางกำพืดของตัวละครหลักในเรื่องเป็นสถานะของคนที่ต่ำต้อยที่สุดอย่างทาสนั้นกลับการกำหนดเรื่องราวให้เป็นตัวละครที่มีสถานะเป็นเหมือนผู้กุมอำนาจที่สามรถเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ในทุกขณะ ภาพในลักษณะนี้เราเองเห็นได้ในหนังจีนมาหลายเรื่องแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'The Promise' ที่ถูกวางคำถามเอาไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของความแตกต่างทางระดับชั้น และการขยับขยายการใช้อำนาจของตัวละครที่สลับกันไปมา จำลองเงากันไปมาแบบนี้ การตั้งคำถามเรื่องของความสัมพันธ์ทางชนชั้น และการที่ฝ่ายกุมอำนาจอย่างรัฐบาลกลางในเวลานั้นถูกตัดสินโดยคนไม่กี่คน แต่ส่งผลกับสิ่งพื้นฐาน ส่งผลกับตัวละครที่เหมือนเป็นสามัญชนธรรมดาที่ต้องการเพียงสิ่งมูลฐานของความเป็นมนุษย์อย่างความรัก เป็นความเจ็บปวดของวิธีความเป็นมนุษย์ในหนังผ่านตัวละครหลักของเรื่องราวอย่างชัดเจน น่าสนใจที่หนังเองเลือกบทสรุปในลักษณะนั้น ในทางหนึ่งนั้นเราเองจะมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นการเรียนรู้การก้าวผ่านวัยของตัวละครนำของเรื่องก็ได้ การเรียนรู้ที่จะเข้าใจในพลังของอำนาจ และแน่นอนเรียนรู้เรื่องความหยิน และหยางผ่านข้อจำกัด และความเป็นไปที่ถูกกำหนดโดยเพศสรีระผ่านเรื่องราวที่หนังเรื่องนี้เองสร้างขึ้น ความอ่อนโยนที่ถูกเรียนรู้ผ่านตัวละครหญิงในเรื่องนี้ดูจะไม่ประสบกับหนทางของความงดงามมากนักในช่วงท้ายเรื่อง มันกลายเป็นความเจ็บปวดที่สะท้อนผ่านบทสรุปของหนังที่ตัวละครนำต้องเข้าใจสถานะ และความเป็นไปผ่านบริบทของความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงเวลานั้นที่เรื่องราวทั้งหมดถูกเดินไว้ด้วยเพศชาย ถูกเดินไว้ด้วยความแข็งกระด้างก้าวร้าว ที่แม้แต่วิถีของการต้อสู้แบบเพศหญิงก็ไม่สามารถเอาชนะการต่อสู้ด้วยวิถีตระกูลหยางแบบเพศชายได้สวยงามนัก มันเป็นความเจ็บปวดเมื่อประเทศยังไม่มีประชาธิปไตย ผู้กำกับเล่าเรืองราวได้อย่างสมดุลทั้งประเด็นผ่านบทหนัง และงานศิลป์ที่ละเมียดละไมงดงาม


ไม่มีความคิดเห็น