Header Ads

Venice 2018: Suspiria ★★★★★


Venice 2018: Suspiria (by Luca Guadagnino)
★★★★★ 

หลังจากสร้างผลงานมาสเตอร์พีซจนส่งให้นักเขียนบทคว้ารางวัลออสการ์จากหนังความสัมพันธ์ในฤดูร้อนอย่าง 'Call Me by Your Name' จนส่งให้เข้าโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางสป็อตไลท์ที่ส่องมายังหนังเรื่องถัดมาของเขาที่หยิบเอางานสั่นประสาทขึ้นหิ้งของผู้กำกับออเตอร์ชาวอิตาเลี่ยนอย่าง 'Dario Argento' อย่าง 'Suspiria' กลับมาปัดฝุ่นสร้างใหม่ คว้านใส้ข้างไหนใหม่ ตีความใหม่ และประกอบโครงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งหนังเองลดทอนความฉูดฉาดของสีในภาพต้นฉบับลงเหลือเพียงสีหลักที่ถูกใช้ไม่มากนัก และเล่าเรื่องหนักไปทางการตีความเชิงความหมายประเด็นทางสังคมและการเมืองอย่างเต็มหน่วยมากขึ้น เพราะฉะนั้นในหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับที่พึ่งฉายไปที่เทศกาลหนังเวนิสครั้งล่าสุดนั้น และได้รับเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ที่แตกออกเป็นหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่ชื่นชม และไม่ชื่นชอบ ซึ่งงในกลุ่มที่ชื่นชมก็จะมีอารมณ์ร่วมกับหนังในแนวทางที่แตกต่างกันออกไป แม้ว่าโดยรวมของหนังแล้วมันจะมีความเห็นที่ค่อนข้างไปทางบวกมากกว่าลบก็ตามที ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนประการหนึ่งคือภาพพื้นหลังของเยอรมันในช่วงสงครามเย็นที่เกิดขึ้น หลังจากนาซีพ่ายแพ้ และจักรวรรดิไรซ์ต้องล่มสลายหลง และหลังจากนั้นประเทศเยอรมันก็ถูกแบ่งซีกโลกออกเป็นตะวันตก และตะวันออก ซึ่งแทนภาพของสังคมนิยม และเสรีนิยมในช่วงเวลานั้น ซึ่งในซีกประเทศทางด้านตะวันตกของเยอรมันถูกแบ่งพื้นที่ครอบครองสามประเทศคือ บริเตน ฝรั่งเศส และอเมริกา ในขณะที่ซีกโลกทางด้านตะวันออกนั้นเป็นของโซเวียตเพียงผู้เดียว ซึ่งหนังเองมีรายละเอียดมากมายที่ถูกใส่เข้ามา และเป็นสัญลักษณ์ของการตีความทางการเมืองของหนังผ่านตัวละคร สถานที่ และบริบทที่เกิดขึ้นหลายอย่าง ซึ่งถือเป็นชั้นเชิงของการวิพากษ์ และเล่าเรื่องชีวิตของผู้คนในรูปแบบปฏิสัมพันธ์ของเยอรมันในช่วงเวลานั้นได้อย่างเจ็บปวด และทรงพลัง


หนังมีโครงสร้างเรื่องที่ยังคล้ายคลึงกับต้นฉบับในปี 1977 อยู่ เพียงแต่ในรายละเอียดบางประการของหนังเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เกิดการวิพากษ์ประเด็นได้อย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ระหว่างหนังเรื่องนี้ กับหนังต้นฉบับนั้นแทบจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่หนังต้นฉบับนั้นเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านงานภาพ และเหตุการณ์มากกว่าประเด็นทางการเมืองที่หนังเล่า แต่ในหนังฉบับรีเมคนั้นกลับเน้นหนักไปทางการสร้างประเด็นทางการเมือง และสังคม รวมไปถึงการเชื่อมโยงทางสัญลักษณ์มากกว่า โดยหนังยังคงเล่าเรื่องราวของเด็กอเมริกันสาวที่ดั้งด้นเข้ามายังเยอรมันเพื่อเรียนเต้นในมาร์กอสอคาเดมี่ ซึ่งอยู่ที่เมืองแห่งหนึ่งในเยอรมันตะวันตก และต้องเจอกับเรื่องราวลี้ลับที่เกี่ยวข้องกับแม่มดในสถาบันจนนำมาซึ่งเรื่องราวอันพิลึกผิดจากความเป็นจริง ซึ่งน่าสนใจที่หนังเองเปลี่ยนโรงเรียนที่ในเวอร์ชั่นดั้งเดิมนั้นอยู่เมือง 'Freiburg' ในป่าที่ห่างออกไปจากศูนย์กลางของเยอรมันติดโซนพรมแดนของฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ภายใต้อาณัตการปกครองของฝรั่งเศส ในขณะที่หนังเวอร์ชั่นล่าสุดนั้นใช้เมืองที่อยู่จุดศูนย์กลางของเยอรมันติดกับกำแพงเบอร์ลินซึ่งที่ตั้งของโรงเรียนก็หันหน้าเข้าหากำแพง หันไปทางเยอรมันตะวันออกซึ่งหนังเลือกเมือง 'Kreuzberg' เป็นสถานที่ในการเล่าเรื่อง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตรงส่วนนี้หนังเองจงใจในการเอามาสะท้อนความสัมพันธ์ในประเด็นทางการเมืองของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นชาติสัมพันธมิตร ทั้งรัสเซีย ฝรั่งเศส หรือสหรัฐฯ และโดยเฉพาะคนเยอรมันที่ถูกพูดถึงเหมือนเป็นแกนของการเล่าเรื่องราว และชะตากรรมที่ต้องเกิดกับพวกเขา ผ่านความเจ็บปวดที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนักในช่วงสงครามเย็นที่คนเยอรมันได้รับความเจ็บปวดจากการกดขี่ และปกครองของชาติพันธมิตรที่ยึดครองส่วนต่างๆของเยอรมันเอาไว้ ในทางหนึ่งของหนังเรื่องนี้มันจึงกลายเป็นภาพสะท้อนของบาดแผลของความเจ็บปวดของคนเยอรมันในช่วงเวลานั้นได้เช่นกัน


การที่หนังเองเลือกสถานที่ในการเล่าเรื่องเป็นศูนย์กลาง เป็นพื้นที่ในเมืองที่ติดกับกำแพงเบอร์ลินในเวอร์ชั่นรีเมคนี้ ซึ่งต่างจากเวอร์ชั่นต้นฉบับที่เป็นพื้นที่ป่าลึกเข้าไป มันกลับสร้างความหมายใหม่ที่ต่างออกไป เพราะสิ่งที่หนังเรื่องนี้กำลังเล่าประเด็นทางการเมืองนั้น การที่หนังเลือกพื้นที่ของความเจริญในเมือง ไม่ได้สร้างพื้นที่เอกเทศทำให้มันสะท้อนมหภาพของชะตากรรมของผู้คนได้ในสเกลที่สากล และใหญ่กว่าที่จะมองในพื้นที่เล็กๆ ซึ่งลักษณะของโรงเรียนที่หันออกไปทางเบอร์ลินตะวันออกนั้น หนังเองอาจอนุมานถึงประเด็นของการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดของอดีต ซึ่งประเด็นตรงนี้มันดันไปสอดรับกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตกับตัวละครที่เป็นนักจิตบำบัดในหนังที่สูญเสียภรรยาไปในเบอร์ลินตะวันออกซึ่งนาซีส่งเธอไปยังค่ายกักกันที่อยู่ในพื้นที่ของเช็กอย่าง 'Theresienstadt concentration camp' และแน่นอนว่าความหมายตรงนี้ค่อนข้างชัดตั้งแต่ช่วงแรกๆของหนังที่ตัวละครชายตัวนี้มองไปยังสมุดบันทึกของตัวเองและพบรูปดาวที่ในทางหนึ่งมันอาจจะสะท้อนความหมายในเชิงพิธีกรรมซาตานแม่มดอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมไปว่าสัญลักษณ์ของดาวนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ของยิวด้วยเช่นกัน ซึ่งแตกต่างจากในสมุดที่ใช้แสดงตัวตนของภรรยาที่บอกว่าเธอเป็นอารยัน แท้ที่จริงเธอเป็นยิว ความทรงจำที่เกิดขึ้นจากความเจ็บปวดในอดีตของตัวละครชายตัวนี้ ทั้งๆที่มีสถานะเป็นตัวละครสมทบในหนังเรื่องนี้ แต่การขยายพื้นที่ที่เชื่อมโยงตัวละครนี้ออกไป ทั้งที่โรงเรียนเองก็ดี ซึ่งในที่นี้รวมถึงความเชื่อมโยงจากนอกเรืองที่หนังเองเอานักแสดงคนเดียวกันมาเล่นเป็นชาย และหญิงในหนัง มันก็ช่วยทำให้ภาพไอเดียของการเชื่อมโยงบางอย่างในหนังของเขาชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อมองจากมุมมองของหนังในหลายเรื่องของผู้กำกับอย่าง 'Luca Guadagnino' ด้วยแล้ว มันอดคิดเสียไม่ได้ว่าสิ่งที่หนังเรื่องนี้กำลังเล่าทั้งหมดกลายเป็นเพียงภาพอุปมาอุปมัยของการสะท้อนความเจ็บปวดที่อยากลืมของนักจิตบำบัดคนนี้หรือไม่ที่สูญเสียภรรยาไปในเบอร์ลินตะวันออกช่วงนาซีเรืองอำนาจ และเส้นทางของการบำบัดเชิงสภาพจิตใจที่ทำให้เขาเดินไปพบภรรยาและข้ามเขตกั้นแดนทางตะวันตก และตะวันออกอย่างง่ายดายมาสิ้นสุดที่หน้าโรงเรียนเต้นนั้นก็กำลังบอกความหมายเชิงอุปมาอุปมัยในหนังเกี่ยวกับสภาพจิตใจ และความคิดของเขาที่ถูกแทนด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียน และเขาแทบไม่รู้อะไร และเขาเองแทบทำอะไรไม่ได้ในซีนท้ายๆเรื่องด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็ยังเป็นสายตาผ่านมุมมองของผู้ชายในหนังของผู้กำกับที่เราเองคุ้นเคยกันดี


แน่นอนว่าการที่เราหยิบมุมมองในเชิงอุปมาอุปมัยกับอดีตซึ่งเป็นเหมือนฝันร้ายของนักจิตบำบัดคนนี้นั้นดูเหมือนจะให้ภาพที่อธิบายชะตากรรมของตัวละครแต่ละตัวได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อมโยงที่มีต่อตัวละครที่เป็นภาพแทนของผู้นำในโรงเรียนอย่าง 'Mother Makos' และ 'Madame Blanc' ซึ่งถูกเชื่อมโยงกันไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งจะขอท้าวความไปเรื่องของพระแม่ทั้งสามที่ผู้กำกับชาวอิตาลีเคยเอามาเล่าในหนังสามเรื่องของเขาที่อธิบายตัวพระแม่ทั้งสามที่เป็นด้านมืดของศาสนาอย่าง 'Mother Suspiriorum', Mother Tenebrarum' และ 'Mother Lachrymarum' ที่เคยปรากฎตัวในหนังทั้งสามเรื่องของผู้กำกับ 'Dario Argento' อย่าง 'Suspiria', 'Inferno' และ 'The Mother of Tears' ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็จะเน้นไปที่พระแม่คนแรกซึ่งมีอำนาจในเรื่องของการเอาความตายไปจากคนได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับภาพแทนของอดีตของตัวละครนักจิตบำบัดคนนี้ที่เหมือนเป็นอุปมาของความปวดร้าวจากอดีตที่ทำให้ภรรยาของเขาต้องตายไปในค่ายกักกันของนาซี นอกจากนี้มันยังอธิบายชะตากรรมของตัวละครที่ถูกพูดถึงในเรื่องไม่ว่าจะเป็น 'Olga' และ 'Sara' ที่ถูกแทนด้วยสัญชาติของพวกเธอ ซึ่งอธิบายในเชิงการเมืองมันก็เหมือนภาพของการแทนประเทศเหล่านั้นเข้ามาในความหมาย ซึ่งสามารถอธิบายปมในใจของตัวละครที่เป็นนักจิตบำบัดที่ต้องสูญเสียภรรยาที่เป็นยิวไปในช่วงที่นาซีครองอำนาจได้อย่างดี และความแตกต่างของสิ่งที่เธอเป็นจริง ซึ่งเธอคือยิว กับสมุดบันทึกตัวบุคคลที่เขียนว่าเธอเป็นอารยัน ซึ่งมันอาจจะสะท้อนว่าเขาเองได้ทำอะไรไปบ้างอย่างเพื่อที่จะให้เธอสามารถหลบหนีได้ สามารถมีชีวิตรอดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่สำเร็จ ภาพของการอุปมาอุปมัยที่เป็นความฝันของตัวละครที่บอกกล่าวเราว่าเธอหนีไปอังกฤษ ซึ่งอาจจะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ อาจะสะท้อนความบิดเบี้ยวข้างในใจของตัวละครชายคนนี้ ซึ่งหนังเรื่องนี้สามารถอธิบายในเทอมอุปมาอุปมัยของสิ่งที่เกิดขึ้นในใจชายคนนี้ได้อย่างชัดเจน


แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่หนังเรื่องนี้เล่าไม่ได้มองในเชิงของความเป็นส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว มันยังสร้างมุมมองที่น่าสนใจที่สามารถขยายไปยังภาพใหญ่ที่สะท้อนชะตากรรมของคนในประเทศเยอรมัน โดยเฉพาะผู้หญิงเยอรมัน ซึ่งทางหนึ่งมันก็แทนภาพของภรรยาของนักจิตบำบัดได้เช่นกัน ความเจ็บปวดที่ตัวละครเองถูกบอกเล่าผ่านความเป็นผู้หญิงในหนังเรื่องนี้มีหลายส่วน ส่วนแรกคือมองผ่านตัวมาดามบล็องที่ภาพของเธอ และโรงเรียนที่เคยมีประวัติต่อสู้เพื่อการดิ้นรนของผู้หญิงที่หนังเองบอกกับเราไว้ในตอนต้นเรื่อง กับภาพที่เกิดขึ้นขึ้นเมื่อหนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆให้ภาพขั้วตรงข้ามที่น่าสนใจ ในอดีตของเธอเธอเคยเอาศิลปะต่อสู้กับทางการเมืองจนชนะมาแล้ว ในขณะเดียวกัน ประเด็นที่เกิดขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนของเธอที่เป็นเหมือนภาพแทนศิลปะแต่ข้างในกลับมีการต่อสู้ทางการเมืองกันเกิดขึ้น มันจึงเป็นเหมือนภาพของการย้อนแย้งกันอย่างชัดเจน แม้แต่การเมืองที่เกิดขึ้นภายนอกโรงเรียนอย่างการเคลื่อนไหวของกลุ่ม 'Red Army Faction (RAF)' ที่สร้างสถานการณ์ทางการเมือง รวมไปถึงการจี้เครื่องบินสายการบิน 'Lufthansa' ซึ่งถือเป็นสายการบินใหญ่ของเยอรมันนี เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษของกลุ่มซ้ายจัดของตัวเอง ซึ่งในทางหนึ่งมันก็ให้ความหมายของการแทนภาพทางการเมืองของเยอรมันที่เริ่มมีประเด็นแนวคิดขวาซ้ายที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น ซึ่งการวางสถานะของประเด็นทางการเมืองที่ไม่ใช่บาดแผลของจักรวรรดินิยมนาซีนั้นน่าสนใจมากทีเดียวที่หนังเองผลักสถานะของประเด็นนี้ให้เหมือนเป็นสิ่งที่ไกลตัวของโรงเรียน มันอาจจะกำลังสะท้อนสภาพที่เกิดขึ้นที่ผู้คนกำลังเจ็บปวดจากบาดแผลของช่วงนาซี แต่ดันมีประเด็นเรื่องแนวคิดซ้ายขวาเกิดขึ้นในประเทศได้เหมือนกัน มันจึงเป็นเหมือนภาพของการเมืองในสถานการณ์หนึ่งที่กำลังผลักไสการเมืองในอีกสถานการณ์หนึ่ง เพราะประเทศในช่วงเวลานั้นไม่ได้มีพื้นที่ที่จะรับบาดแผลใหม่เข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสะท้อนความย้อนแย้งในตัวเองได้อย่างเด่นชัดระหว่างศิลปะ และการเมือง กับการเมือง และการเมืองในแบบที่ต่างกัน


การบูชาซาตานในหนัง การบูชาแม่มด หรืออำนาจมืดอะไรใดๆในหนังมันสะท้อนภาพในแง่ลบของสิ่งที่หนังเองต้องการจะสื่ออยู่แล้ว โดยเฉพาะศูนย์กลางในเรื่องของประเด็นบาดแผลจากนาซี สิ่งที่ทำให้การตอบรับตรงส่วนนี้กลายเป็นมุมมองใหญ่นอกจากจำนวนคน และสเกลของการอุปมาอุปมัยเรื่องชาติที่เข้ามาพัวพันในโรงเรียนด้วยแล้วนั้น การที่หนังเองเปลี่ยนการเต้นบัลเลต์ 'Bolshoi' ซึ่งให้ภาพแทนของสหภาพโซเวียตนั้น ก็เปลี่ยนไปใช้สิ่งที่หนังเองเรียกว่า 'Volk' ซึ่งในความหมายแล้วมันหมายถึงผู้คนซึ่งในเชิงความหมายของคำนี้ไม่ได้หมายถึงจำนวนคน ตัวตน แต่หมายความในเชิงของชาติมากกว่า มันจึงเหมือนเป็นการเปลี่ยนสโคปของการโฟกัสที่เหมือนมุ่งประเด็นไปที่โซเวียต เข้ามาพูดถึงตัวละครที่ใช้ภาพแทนเป็นคนเยอรมัน เป็นชาวเยอรมันที่พูดในภาพของชาติแทน ซึ่งมันสอดรับกับสิ่งที่หนังเองต้องการนำเสนอเรื่องของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นของบาดแผลของชาวเยอรมันในช่วงเวลานั้น ซึ่งความหมายในลักษณะนี้มันสะท้อนรูปแบบของจิตวิญญาณมากกว่า และน่าสนใจที่หนังเองใช้การเต้นตรงส่วนนี้อธิบายการเคลื่อนไหวของตัวละครในขณะที่เต้น ที่นอกจากจะใช้พลังในการเต้นค่อนข้างมากแล้ว และการเคลื่อนไหวนั้นล้วนต้องไหลลื่นเป็นธรรมชาติ ซึ่งการฝืน การไม่ยอม ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังเองเน้นย้ำอยู่เสมอนั้นทำให้เกิดผลลัพธ์กับตัวละครหลายตัวในเรื่องที่พยายามฝืนธรรมชาติ ฝืนกฎเกณฑ์ของมัน ซึ่งประเด็นของการยอมรับความเป็นธรรมชาติตรงส่วนนี้มันสามารถต่อยอดไปถึงเรื่องของการยอมรับความเป็นธรรมชาติทั้งเรื่องของความเป็นแม่ในหนังที่ตัวละครนำของเรื่องเลือกที่จะละทิ้ง และนำมาซึ่งพระแม่ของความตาย ซึ่งส่งผลลัพธ์ต่อชะตากรรมของตัวละครที่ปลอมเป็นเจ้าแม่ เอาจริงๆแล้วการฝืนธรรมชาติ การไม่ยอมรับความตายตรงส่วนนี้อธิบายต่อยอดไปในเชิงอุปมาอุปมัยที่เกิดขึ้นกับการสูญเสียภรรยาของนักจิตบำบัดได้ด้วยซ้ำ และการไม่ยอมรับตรงส่วนนี้อาจส่งผลถึงประเด็นเรื่องของการมีลูกด้วยซ้ำ ภาพของหนังในทางหนึ่งมันจึงกำลังพูดถึงการไม่ยอมรับความเป็นไปของธรรมชาติ ของจิตวิญญาณ


ในภาพของโรงเรียน และในหนังเองที่ถูกแทนด้วยภาพของผู้หญิงทั้งหมดนั้น มันถูกจำกัดอยู่ในมโนทัศน์ของเพศชาย ซึ่งอาจจะหมายความถึงสายตาของผู้กำกับที่เป็นผู้ชายมองผ่านหนังเรื่องนี้ออกมาด้วย มันจึงเหมือนการตอบสนองคืนในความเป็นตัวเอง แย้งความเป็นตัวเอง แย้งความชายเป็นใหญ่ในมุมมองของหนังเรื่องนี้ ทั้งฉากของการเต้นที่เน้นทรวดทรงของผู้หญิงที่สะท้อนความเป็นเพศ รวมไปถึงฉากที่ผู้หญิงกับผู้หญิงเหมือนจะมีปฏิสัมพันธ์กัน ฉากที่มีการเล่นกับอวัยวะเพศชาย และลักษณะตะขอที่โค้งงอ และเอาไปสัมพันธ์กับอวัยวะเพศชายในฉากหนึ่ง ในหนังเรื่องนี้ที่เป็นส่วนของเชิงอุปมาอุปมัยที่อธิบายภาพของกรอบความเจ็บปวดที่ผู้ชายคนหนึ่งมีต่อการสูญเสียภรรยาเองก็ดี มันก็เป็นภาพครอบทับของผู้ชาย การเคลื่อนตัวในการสร้างความหมายของหนังเรื่องนี้จึงเหมือนการพยายามหลุดจากกรอบของเพศหญิงให้ไหลลื่นอย่างเป็นธรรมชาติไม่เกิดจากการครอบทับของเพศชาย ทางหนึ่งของหนังมันอาจเหมือนการลงโทษที่ตัวละครชายมีมุมมองเชิงอุปมาที่ครอบทับผู้หญิงเอาไว้ แต่ในอีกทางหนึ่งเราเองอาจมองว่ามันคือการปลดแอกภาระหน้าที่ที่ชายพึ่งกระทำต่อหญิง และยิ่งซีนสุดท้ายของเรื่องที่สะท้อนภาพของการพยายามทำให้ลืมเรื่องราวมันก็เป็นคำอธิบายที่พอฟังได้ประมาณหนึ่ง หรือท้ายที่สุดแล้วมันอาจจะเป็นความย้อนแย้งที่หนังเองต้องการเพียงนำเสนอภาพของสังคมที่ลืม ที่ละทิ้งความปวดร้าว ความเจ็บปวดของผู้หญิงที่เกิดขึ้นหลังสงครามที่หลายคนต้องเป็นแม่หม้ายหลังสามีต้องไปรบก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน หรือในอีกทางหนึ่งนั้นมันอาจจะต่อว่าการเมืองของเพศชายที่ยังทำให้ประเทศพังพินาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า และผู้หญิงที่แทบไม่มีปากเสียงทางการเมืองเท่าไหร่นักต้องมารับกรรม มันสามารถสะท้อนมุมมองทางใดก็ได้เช่นกัน


ความจริงแล้วด้วยความที่หนังเรื่องนี้เองพูดถึงเพศหญิง และอำนาจ หนังเองมีจุดท้าวความที่พูดถึงตัวละครหลักกับแม่อยู่บ้าง ซึ่งมันสัมพันธ์กับความเชื่อ ความศรัทธาในเชิงศาสนาอยู่ไม่น้อย คือในหนังเรื่องของพระแม่ หรืออะไรก็ตามมันกลายเป็นขั้วตรงข้ามของความศรัทธาในไม้กางเขนอยู่แล้ว การละทิ้งแม่ที่ให้กำเนิดนั้นมันก็เป็นเหมือนการพยายามขยายภาพของความหมายของการให้กำเนิดออกไป ซึ่งดูเหมือนเป็นอำนาจของเพศหญิงเพียงประการเดียวในช่วงเวลานั้นที่อำนาจของเพศชายเป็นใหญ่กว่าในสังคม และการเมืองโดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีควันของสงครามหลงเหลืออยู่ในช่วงเวลาของสงครามเย็น การวางสถานะของตัวละครนำหญิงให้เกี่ยวพันธ์กับอำนาจของความเป็นความตาย การมีชีวิต หรือการไร้ชีวิต ซึ่งสัมพันธ์กับภาพของตัวละครที่ถูกควักไส้ออกมานั้น ก็พอจะอธิบายประเด็นเชิงอำนาจของเพศหญิงได้อย่างชัดเจน ประเด็นตรงส่วนนี้มันสามารถต่อยอดไปพูดถึงกรอบของอำนาจที่ถูกกดทับไว้โดยเพศชายได้เช่นกัน การกำเนิด อำนาจการตัดสินใจ ตลอดจนความอ่อนเปลี้ยของเพศชายในหนังมันกำลังทำให้อำนาจของสตรีเพศที่เคยถูกกดเอาไว้มันมีพลังขึ้นมา ซึ่งในทางหนึ่งมันอาจจะเป็นเพียงแฟนตาซีของการอุปมาก็เท่านั้นก็เป็นไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันดันเลือนหายไป หรืออาจจะอธิบายในความเป็นไปจริงว่าผู้หญิงเองต้องการใช้อำนาจทำให้การยึดโยงกับเพศชายนั้นหายไปก็ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นกรอบที่หนังวางเอาไว้ว่าเป็นเรื่องของความปวดร้าว ความเสียใจของเพศชายที่มีต่อผู้หญิงซึ่งคือภรรยานั้น มันต้องถูกทำให้หายไป เพราะสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมันเกิดจากการครอบทับของความคิด และมุมมองของเพศชายมากกว่า ซึ่งมันก็ยากที่จะอธิบายว่าหนังเองต้องการเดินหมากตรงนี้ในทางไหน เพราะสิ่งที่มันสามารถวิเคราะห์ได้มันมองทั้งในเชิงความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างบวกกับผู้ชายในเชิงส่วนบุคคล หรือพูดถึงในเชิงมหภาพของเพศหญิงทั้งหมดที่มองออกมาในแง่ลบต่อเพศชายก็ได้


มันมีแง่มุมที่น่าสนใจในเชิงยุคสมัยของตัวละครหญิงในเรื่องอยู่ไม่ใช่น้อย การเอาตัวละครที่มีสถานะเป็นเหมือนวัยรุ่นอีกยุคสมัยหนึ่งซึ่งมาจากอเมริกาที่ซึ่งประเทศห่างไกลจากสภาพของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มากมาปะทะกับตัวละครที่เป็นหญิงรุ่นโตที่ผ่านประสบการณ์ในศูนย์กลางของห้วงเวลาของสงคราม มันก็ช่วยสะท้อนมุมมองความสัมพันธ์ของเจเนอร์เรชั่นที่มีต่อสงครามได้อย่างน่าสนใจ บางทีผู้กำกับเองต้องการส่งสาส์นเกี่ยวกับบาดแผลที่เคยเกิดขึ้นก็เป็นไปได้ หรืออาจเพียงต้องการนำเสนอภาพของการขบถของเพศหญิงที่มีอำนาจบางประการเหนือเพศชาย ซึ่งในทางกายภาพที่เราเองมักเห็นจริงๆมันกลับกลายเป็นว่า เมื่อผู้ชายถกเถียงกันมันจะกลายเป็นเรื่องการเมือง ในขณะที่เมื่อผู้หญิงถกเถียงกันมันจะกลายเป็นเรื่องศิลปะ กรอบที่ครอบทับตรงนี้ทำให้อำนาจของสิ่งที่มีอยู่จริงในเพศหญิงแสดงตัวออกมา และมันรุนแรงในระดับที่สามารถกำหนดความเป็นความตาย กำหนดความเจ็บปวด และลบล้างมันออกได้ในคราวเดียวกัน ชะตากรรมของเพศหญิงที่เคลื่อนตัวผ่านมรสุมของสงครามที่เป็นเรื่องทางการเมืองของเพศชายนั้นส่งผลให้เพศหญิงต้องแสดงพื้นที่ของตัวเองเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดจากบาดแผลของการครอบทับของความคิดเพศชายในหนัง ความเจ็บปวดการสูญเสียไม่ใช่เรื่องของเพศชายเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่สิ่งที่พร่ำเพ้อของตัวละครที่เป็นนักบำบัดจิต มันเป็นเรื่องของมนุษย์ และการส่งเสียงของผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ก็ดัง และชัดเจนพอๆกับความเจ็บปวดของชีวิตของคนเยอรมันที่ต้องอยู่กับบาดแผลของสงครามโลก การกดขี่ของชายติพันธมิตที่ครอบครองดินแดน และแนวความคิดทางการเมืองที่ยังเคลื่อนตัวอยู่ เป็นหนังที่ผู้กำกับตีความใหม่ และวางเรื่องราวไว้ได้อย่างมีชั้นเชิง มีเลเยอร์ที่น่าสนใจให้พูดถึงอย่างมากทีเดียว คงตัดสินไม่ได้มากนักว่างานของใครโดดเด่นกว่า เพราะพูดตามตรงว่าผลลัพธ์ที่หนังเรื่องนี้ทำ มันทำให้หนังเรื่องนี้เป็นเอกเทศจากต้นฉบับชัดเจน


ไม่มีความคิดเห็น