Header Ads

Annecy 2018: Funan ★★★


Annecy 2018: Funan (by Denis Do)
★★★ 

เราเห็นหนังจำนวนมากที่เป็นหนังฟิคชั่น และหนังสารคดีที่พูดถึงชะตากรรมของผู้คนกัมพูชาในช่วงยุคเขมรแดงเรืองอำนาจ ในจำนวนหนังที่บอกเล่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้มีงานแอนิเมชั่นที่พูดถึงประเด็นเหล่านี้มากมายนัก หนังเรื่องนี้คงเป็นแอนิเมชั่นจำนวนไม่มากนักที่พูดถึงการสังหารหมู่ในช่วงเขมรแดงเรืองอำนาจ ซึ่งโฟกัสในช่วงสามปีสุดท้ายที่เกิดการสังหารหมู่จำนวนมาก ก่อนที่เวียดนามจะบุกเข้ายึดพนมเปญ หลังจากผ่านประสบการณ์จากการทำเบื้องหลังทางด้านการออกแบบให้กับแอนิเมชั่นฝรั่งเศสมาสองเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น 'Long Way North' ในปี 2015 และ 'Zombillénium' เมื่อปีที่แล้ว คราวนี้ถึงเวลาที่เขาจะได้คุมบังเหียนงานกำกับเรื่องแรกในชีวิตของเขาเสียที ซึ่งผลลัพธ์ที่หนังทำได้ก็ดูจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่คิด ด้วยการคว้ารางวัลแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากเทศกาลแอนิเมชั่นระดับโลกอย่าง 'Annecy International Animation Film Festival' ซึ่งถือว่าเป็นการการันตีคุณภาพในงานหนังเรื่องแรกของเขาเลยด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ที่หนังเรื่องนี้ทำได้ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเรื่องราวของการสังหารหมู่ที่มีพลังในการสร้างความสะเทือนใจในการบอกเล่าเรื่องราวของความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่พยายามดิ้นรนตามหาลูกท่ามกลางขวากหนามกีดกั้นซึ่งก็คืออุปสรรคจากบรรดาเขมรแดงที่เข้ามาควบคุม และกีดกันพวกเขาออกจากกัน แน่นอนว่าพาร์ทของความดราม่าจากชะตากรรมของครอบครัวนี้มันก็สร้างพื้นที่ของการสำรวจความเป็นมนุษย์ได้อย่างทรงพลัง


เรื่องราวของแอนิเมชั่นเรื่องนี้อาจไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่นัก หนังว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวคนหนึ่ง หนังเริ่มเรื่องราวจากช่วงที่เขมรแดงกำลังบุกยึดพนมเปญ และกวาดต้อนผู้คนออกจากเมืองหลวง ในเส้นทางของการเดินทางของครอบครัวนี้ ลูกชายของพวกเขาพลัดหลงกับครอบครัว และนั่นทำให้ทั้งสองฝั่งต้องแยกกันอยู่คนละค่ายแรงงานที่เขมรแดงสร้างขึ้น หนังว่าด้วยเรื่องราวของความดราม่าที่เกิดขึ้นจากการพยายามของคนเป็นพ่อแม่ในการกลับไปหาลูก ซึ่งปัญหาของหนังประการหนึ่งนั่นก็คือ การที่มันโฟกัสการเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลายตัวในหนังเรื่องนี้ แม้ว่าภาพรวมของหนังมันจะยังโฟกัสอยู่ที่การพยายามตามหาลูก แต่ในรายละเอียด และมุมมองที่บิดไปหลายต่อหลายครั้งมันก็สร้างปัญหาให้กับหนังเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย และยิ่งในช่วงหนึ่งของเหตุการณ์หนังโฟกัสไปที่เรื่องราวของตัวละครอื่นอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคู่แม่ลูกคู่อื่น หรือคู่ความสัมพันธ์ผ่านตัวละครอื่นในเรื่อง มันก็พลอยทำให้ส่วนหลักของเรื่องที่โฟกัสผ่านความเป็นแม่นั้นดูถดถอยน้อยลงไปบ้างอยู่เหมือนกัน แต่การรักษาภาพรวม และการควบคุมน้ำหนักที่ยังไม่เลิยเถิดจนเกินไป มันก็ทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว และภาพของชะตากรรมของตัวละครในเรื่องก็ยังถูกชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดอยู่


ด้วยพื้นที่ที่ทรงพลังในการเล่าประเด็นที่เจ็บปวด ผ่านความเป็นแอนิเมชั่นที่หลายครั้งเลือกสรรใช้สีด้วยความสดใส่ มันยิ่งสร้างพื้นที่ของความสะเทือนใจให้เกิดขึ้นอย่างมากยิ่งขึ้น ภาพสะท้อนของความเป็นมนุษย์ ในพื้นที่ของการสร้างความอยุติธรรมให้กับชีวิตจากการที่ถูกริดรอนสิทธิและเสรีภาพออกไป รวมไปถึงการพรากความรักของพวกเธอไป ยิ่งไปกว่านั้นมันยังใส่รายละเอียดในส่วนของครอบครัวที่ไปอยู่ในอุดมการณ์ของเขมรแดง หรือแม้แต่ในแง่ของการสร้างเลเยอร์ของความเป็นปุถุชนที่เป็นสายเลือดกัมพูชาเหมือนกัน หรือเป็นการนำเสนอเลเยอร์ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งทั่วไป ในอีกทางหนึ่งนั้นก็เลือกที่จะสร้างเลเยอร์ของความเป็นการเมืองเข้ามา การปฏิสัมพันธ์ของสองสิ่งโดยที่หนังเรื่องนี้เองเลือกที่จะชูด้านดีงามของความเป็นมนุษย์ มันทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ที่โลดแล่นตัวเองอยู่ท่ามกลางแนวความคิดทางการเมืองที่เป็นสิ่งสมมติขึ้นมา มันตั้งคำถามถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่เป็นสิ่งที่พื้นฐานมากที่สุดได้อย่างเจ็บปวด ในงานเรื่องแรกของผู้กำกับอาจไม่มีอะไรที่แปลก หรือหวือหวาสร้างชั้นเชิงมากนัก มันอาจไม่สำเร็จในหลายแง่ ไม่ว่าจะเป็นบท หรือการเล่าเรื่องที่ยังมีจุดบกพร่องอยู่ แต่ในสิ่งที่หนังทำได้ค่อนข้างดี นั่นก็คือ การสะท้อนหัวใจของความเป็นมนุษย์ ที่บางครั้งมันเจ็บปวด มันหูดหู่ชวนเศร้า แต่มันก็ยังมีความสวยงามส่องประกายให้เห็นอยู่


ไม่มีความคิดเห็น