Header Ads

Berlin 2018: Dovlatov ★★★


Berlin 2018: Dovlatov (by Aleksey German Jr.)
★★★

หลังจากกลับเข้ามาเรียกความน่าสนใจในผลงานดราม่าไซไฟเรื่อง 'Under Electric Clouds' เมื่อสามปีที่แล้วซึ่งดูเหมือนแววของเขาจะเริ่มเฉิดฉายในฐานะของความโดดเด่นของผู้กำกับซึ่งในตำแหน่งของการเป็นลูกชายของศิลปินและผู้กำกับชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียง แต่กลับกลายเป็นว่าในผลงานเรื่องล่าสุดของเขาที่ยังคงเข้าฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลินด้วยเช่นกันนั้น กลับยังตอกย้ำให้เราเห็นว่าเขายังห่างไกลกับผู้เป็นพ่ออยู่พอสมควร แม้ว่าหลายครั้งหลายคราของเขาจะพยายามนำเสนอภาพของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังในสภาพการณ์ของรอยเชื่อมต่อของจุดปะทุในสงครามช่วงเวลาต่างๆของรัสเซีย ซึ่งในเรื่องราวเรื่องล่าสุดของเขาโฟกัสผ่านภาพกึ่งจินตนาการของเขาผ่านเรื่องราวชีวประวัติของนักเขียนชื่อดังอย่าง 'Sergei Dovlatov' กับช่วงชีวิตของเขาที่พยายามดิ้นรนเพื่อรักษาตัวตน และเกียรติในฐานะนักกวีนักเขียนในช่วงเวลาของสงครามเย็น เคียงคู่ไปกับกวีที่มีชื่อเสียงหลายคนที่เป็นเพื่อนของเขาอย่างเช่น 'Joseph Brodsky' ซึ่งท่าทีของหนังในหนังเรื่องล่าสุดของเขานั้นยังมีการเล่าเรื่องในลักษณะที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครอย่างตรงไปตรงมา เน้นการนำเสนอภาพของบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการเติมเต็มความรู้สึกและอารมณ์ โดยมีสถานการณ์ทางการเมือง หรือสิ่งรายล้อมเข้ามาเป็นขอบของการเล่าเรื่องราว ซึ่งทำให้พื้นที่ของหนังเองมีมวลความรู้สึกที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์อยู่ แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงของการให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างว่างเปล่าอยู่ตลอดเวลา แต่ผู้กำกับเองก็ยังดูมีกึ๋นมากเพียงพอที่จะสร้างเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้มีมิติของความหมายที่วิ่งผ่านจุดศูนย์กลางของตัวละครนำในเรื่องได้ดีอยู่


สิ่งที่โดดเด่นในหนังเรื่องนี้อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นนั้นก็คือ การสร้างบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยความขมุกขมัว ความคลุมเครือและความไม่แน่นอน มันสร้างสถานการณ์ทางอารมณ์ในลักษณะที่เหมือนมีมวลของความเศร้าปกคลุมออกไป และเมื่อเรื่องราวพัฒนาไปเรื่อยๆ เราจะเห็นทิศทาง และสภาพของการจำยอมของตัวละครที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบางประการ มันยิ่งทำให้ภาพของความเศร้าความหดหู่ในช่วงสงครามเย็นเกิดขึ้นได้อย่างน่าสะเทือนใจ เอาเข้าจริงแล้วยิ่งหนังเองพยายามสร้างพื้นที่ของตัวละครให้เหลือน้อยลงด้วยชะตากรรมที่ดูไม่ประสบผลสำเร็จของชีวิตการงาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ตัวละครพยายามนำเสนองานเขียนของตัวเองผ่านสำนักพิมพ์หลายต่อหลายแห่ง หรือแม้แต่การที่ต้องจำยอมในการทำงานตามสภาพการณ์ที่สำนักพิมพ์เองต้องการ หรือการที่ตัวละครอยู่ภายนอกสมาคมนักเขียนที่เป็นศูนย์กลางที่แข็งขันในการที่จะมีพื้นที่ยืนในสังคมอาชีพของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นการที่หนังเองนำเสนอภาพของบรรดามิตรสหายของเขาต่างดิ้นรนในทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ผิดกฎหมายของโซเวียตในช่วงเวลานั้น ที่เต็มไปด้วยการแบนหนังสือ การแบนสิ่งของเครื่องใช้บางประการ และตัวละครต้องพยายามหลีกหนีสภาวะของการจำยอมตรงส่วนนั้นให้มากที่สุด มันกลายเป็นองค์ประกอบในหลายๆเงื่อนไขที่หนังเองพยายามสร้างขึ้นมาตีกรอบชีวิตของตัวละครให้มีเสรีภาพน้อย ให้บีบรัดความเป็นมนุษย์เอาไว้มากที่สุด


สิ่งที่น่าสะเทือนใจมากที่สุดเลยนั่นก็คือ การที่ตัวละครต้องไปพัวพันกับพื้นที่ของช่วงเหตุการณ์หนึ่งที่หนังเองสร้างขึ้นให้ตัวละครต้องไปสัมภาษณ์คนงานใต้ดินที่กำลังทำงานขุดกันอยู่ และต้องเผชิญกับบาดแผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งสอดคล้องกับพื้นที่ในเลนินกราด ปราการด่านแรกของการที่กองทัพแดงของรัสเซียปะทะกับกองทหารนาซี ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ทำให้มีคนล้มตายค่อนข้างมาก ตรงส่วนนี้กลายเป็นเหมือนองค์ประกอบหนึ่งที่หนึ่งที่หนังเองใส่เข้ามาเพื่อสะท้อนความเศร้า และว่างเปล่าของห้วงขณะนั้นในสังคมของความคุลมเครือในยุคสงครามเย็นที่ยังมีความบอบช้ำจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ การผสมผสานอะไรหลายๆอย่างเข้ามาเดินทางไปในทางเดียวกันที่ช่วยบีบรัดตัวละคร ช่วยส่งเสริมความเศร้า ความหดหู่ของบรรยากาศในห้วงเวลานั้นได้อย่างทรงพลัง พื้นที่ของการตั้งคำถาม และการสร้างเงื่อนไขของหนังจึงทำให้ภาพของตัวละครที่ในช่วงนั้นเต็มไปด้วยภาพของศิลปินตกอับที่ไม่มีใครใยดีสนใจมากมายนัก กับการดิ้นรนเพื่อรักษาความเป็นนักเขียนในทางของตัวเองเอาไว้ ก่อนที่เขาเองจะถูกหมายหัวจากทางการและต้องลี้ภัยไปอเมริกา ที่ซึ่งเขาเองไม่มีวันรู้กับผลลัพธ์ของความสามารถที่ทำให้เขาเองกลายเป็นที่จดจำของนักอ่านทั่วโลก มันอาจจะไม่ใช่งานที่ดีมากนักของผู้กำกับ แต่ความแข็งแรงบางอย่างของวิถีงานกำกับนั้นทำให้หนังเรื่องนี้ยังไม่สร้างภาพที่เชย หรือจืดชืดมากจนเกินไป


ไม่มีความคิดเห็น