Header Ads

Berlin 2018: The Tree ★★★★


Berlin 2018: The Tree (by André Gil Mata)
★★★★ 

ศิษย์เก่าจาก 'Sarajevo Film.Factory' ของ 'Bela Tarr' ซึ่งผลลัพธ์ของหนังเรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้เราอดนึกถึงงานของผู้กำกับระดับปรมาจารย์คนนี้ไม่ได้ ความคล้ายคลึงที่ดูเหมือนการหยิบยืมอ้างอิงมาจากหนังเรื่องสุดท้ายของเขาอย่าง 'The Turin Horse' และผสมผสานมันจนมีความคล้ายคลึงกับหนังของผู้กำกับขึ้นหิ้งหลายคนทั้ง 'Kubrick', 'Tarkovsky' หรือ 'Lynch' เองก็ดี ส่วนผสมเล็กๆน้อยๆ สไตล์ที่แข็งแกร่งของหนังเรื่องนี้ที่ผสมผสานเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก และคนแก่ โดยมีพื้นหลังเป็นสภาพของสงครามที่กำลังปะทุอยู่ในพื้นที่ห่างไกลออกไปจากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ผสมผสานการเล่าเรื่องด้วยสไตล์หนังช้า 'Slow Cinema' ร่วมกับการผสมผสานภาวะกึ่งจริงกึ่งฝัน ทั้งในสภาพที่เหมือนเป็นการถูกสะกดจิตให้ลับไหลอยู่ในห้วงคำนึงของความคิดความฝัน หรือในทางหนึ่งที่เหมือนผลักพื้นที่ออกไปจากโลกของความเป็นจริง ซึ่งสอดรับกับความเป็นเอกเทศของการสร้างพื้นที่ในหนังให้หลีกหนีตัวเองออกจากโลกภายนอกได้อย่างสัมบูรณ์ แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่หนังเรื่องแรกของผู้กำกับซึ่งหนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขาเป็นหนังสารคดี และหนังเรื่องก่อนหน้าหนังเรื่องนี้คือ 'How I Fell in Love with Eva Ras' ซึ่งก็ดูว่าจะไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก แต่สำหรับหนังเรื่องล่าสุดซึ่งถือเป็นหนังขนาดยาวลำดับที่สามของเขา ได้เข้าฉายในเทศกาลหนังเบอร์ลินปีนี้ ก่อนจะกลับไปคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเทศกาลหนังบ้านเกิดของตัวเองอย่าง 'IndieLisboa' ครั้งล่าสุด ซึ่งทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น และด้วยสไตล์ของหนังเรื่องนี้ที่แข็งแรงเทียบเคียงกับหนังออเตอร์หลายๆเรื่องมันก็ทำให้หนังเรื่องต่อไปของเขาน่าสนใจที่จับจ้องมากขึ้น


พล็อตการเล่าเรื่องราวของหนังเป็นเรื่องราวง่ายๆทั่วไปที่เซ็ตสถานการณ์เล็กๆที่ชายแก่คนหนึ่งตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ขมุกขมัวยามค่ำคืน และต้องเดินทางส่งน้ำไปตามที่ต่างๆในเมือง เด็กชายตื่นขึ้นมาพร้อมกับฝันร้าย และต้องดิ้นรนมีชีวิตอยู่ภายในเมือง การเดินทางของเส้นทางทั้งคู่เดินมาพบกัน และจบลงด้วยบทสนทนาช่วงสั้นๆที่เปี่ยมไปด้วยความหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งในหนังที่เต็มไปด้วยไดอะล็อกที่เล็กน้อยจนแทบจะกลายเป็นหนังที่ไร้บทสนทนา หนังเองขับเคลื่อนไปด้วยงานภาพ การเคลื่อนกล้อง และงานเสียง ซึ่งความแข็งแรงของทั้งสามส่วนของหนังเองทำให้หนังเต็มไปด้วยการสร้างความหมายที่สมบูรณ์ของประเด็นที่ยากจะบอกได้ชัดเจนในการแตกเนื้อหาออกมา แต่ในภาพรวมของหนังเองที่นำเสนอภาพชีวิตท่ามกลางพื้นหลังของเรื่องราวที่เป็นภาพของสงครามซึ่งบอกได้ไม่ชัดเจนมากนักว่าเป็นสงครามในช่วงเวลาไหนที่สัมพันธ์กับประเทศบอสเนีย หนึ่งคือ สงครามโลกครั้งที่สอง และสองคือสงครามแบ่งแยกที่เกิดขึ้นในบอสเนีย ในช่วงเวลาหนึ่งของหนังมีเสียงสนทนาของทหารเยอรมัน แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปมันก็ไม่อาจบอกได้อีกแล้ว ด้วยสภาพของหนังเองที่สร้างภาวะของความไร้กาลเวลาทำให้หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพของความจำทน ชะตากรรมที่ต้องประสบในสภาวะของสงครามที่แทบไม่มีที่สิ้นสุด การนำเสนอภาพในลักษณะนี้ทำให้พื้นที่ของหนังเองไม่มีจุดสิ้นสุดของความรู้สึกของการเวลา และพื้นที่ที่หนังเองก็ดูขยับขยายออกไปอย่างไม่มีขอบที่สิ้นสุด เหมือนการเดินทางของชายแก่ที่ดูเหมือนว่าเป้าหมายปลายทางของเขาก็ไม่ได้ถูกกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนมากนัก การดึงพื้นที่ที่เป็นเอกเทศตรงส่วนนี้ทำให้หนังเองสามารถสร้างตัวเองเป็นอุปมาอุปมัยของสภาพการณ์ในชะตากรรมของผู้คนในบอสเนียได้ในอีกทางหนึ่งเช่นกัน


ด้วยความที่หนังเคลื่อนตัวเองอยู่ในหลายระนาบหลายมิติทั้งเรื่องของเวลา พื้นที่ และมิติของเรื่องราว การดึงเวลาของหนังได้กล่าวไปแล้ว และรวมในส่วนของพื้นที่ที่หนังเองวางความหมาย และความรู้สึกผ่านงานภาพ ทั้งช็อตที่ถูกสร้าง การวางองค์ประกอบต่างๆในภาพ หรือแม้แต่การเคลื่อนกล้องไปตามเส้นขอบของภาพ การซูมเข้า การกำหนดพื้นที่ของหนังล้วนสร้างความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว ในส่วนของงานดนตรี งานเสียงที่เข้ามาขับกล่อมเรื่องราวมีพลังค่อนข้างมาก และใช้มันในการสร้างมิติของเรื่องราวที่ผลักเราเข้าไปในโมเมนตัมของความฝัน และความคลุมเครือที่เกิดขึ้นของสภาพการณ์ มันยากจะบอกว่าหนังเองเล่นกับตัวละครตัวใด และตัวละครตัวไหนอยู่ในสถานะใดกันแน่ ในระนาบของความเป็นจริงที่อยู่ในสถานภาพที่ตัวละครมีสถานะตามที่ถูกกำหนดอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือชายแก่ กับเด็ก หรือในมุมมองอีกทางหนึ่งที่หนังเองโฟกัสตัวละครผ่านตัวละครใดตัวละครหนึ่งและสร้างภาพอีกตัวละครหนึ่งเป็นเหมือนอุปมาอุปมัยก็ว่าได้ ด้วยวัยที่ห่างกันภาพของตัวละครหนึ่งอย่างเด็กเมื่อมองผ่านสายตาของคนแก่อาจมองถึงอดีตของตัวเอง หรืออาจจะพูดในเชิงอนาคตของประเทศก็ได้ ซึ่งในทางนี้อาจขยายขอบเขตไปพูดถึงการเกิดใหม่ในแง่มุมเชิงจิตวิทยาด้วย หรือในมุมมองของการมองผ่านตัวเด็ก ภาพของคนแก่อาจแทนภาพของความโรยรา ความเป็นที่พักพิงความมั่นคง หรือในทางหนึ่งอาจมองในเรื่องระยะของความเป็นความตายก็ยังทำได้เช่นเดียวกัน การสร้างพื้นที่ของหนังให้มีหลายระนาบในพื้นที่ของการถูกสะกดจิต หรือพื้นที่ของความฝันที่ผลักพื้นที่ออกเป็นเอกเทศให้สามารถสร้างอุปมาอุปมัยหลายระนาบได้ ทำให้หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อนจากความเรียบง่ายที่น่าสนใจ และไม่น่าแปลกใจที่จะถูกมองว่ามีผู้สำเร็จราชการแทนตัวผู้กำกับที่เกษียณแล้วอย่าง 'Bela Tarr'

 

ไม่มีความคิดเห็น