Header Ads

[Review] Dilemma of a Dying Cat ★★★


[Review] Dilemma of a Dying Cat (by Thakoon Leesumpun)
★★★

หนังทีซิสจบการศึกษาของนักทำหนังหน้าใหม่จากรั้วจามจุรีอย่าง 'ฐากูร ลีสัมพันธ์' ที่ให้ผลลัพธ์สำหรับหนังเรื่องแรกได้ดี และน่าสนใจพอสมควร แม้ว่ามันจะยังเต็มไปด้วยบาดแผลของการเล่าเรื่องที่ยังสร้างความตื้นลึกที่ไม่มากเพียงพอให้กับผลลัพธ์ของความสัมพันธ์มากนัก แต่ในการสร้างเลเยอร์ของเรื่องราวในหลากมิติมันก็ทำให้หนังเรื่องนี้โตเกินตัวของผู้กำกับหนังหน้าใหม่พอสมควร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม พูดกันอย่างตรงไปตรงมานั้น พล็อตเรื่องที่หนังหยิบเอามาใส่ในเรื่องสามารถประสบพบเจอได้ตามหนังเทศกาล หรือหนังรางวัลที่หาดูกันไม่ยากนักอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการเข้ามาของสิ่งนอกโลกในวงโคจรที่สามารถสังเกตได้จากบนพื้นโลก และนำมาซึ่งอาการประหลาดที่ต่อเนื่องมาจนถึงการพูดดราม่าของความสัมพันธ์ หรือความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างแม่กับลูกในเรื่องของการสำรวจช่องว่างที่ห่างหายไปตามกาลเวลา และขับเน้นมันด้วยดนตรี รวมไปถึงสิ่งที่ผู้กำกับเองชื่นชอบ ซึ่งก็ปรากฎในหนังหลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะหนังของผู้กำกับหัวขบถอย่าง 'Xavier Dolan' เองก็ดี ซึ่งหนังเรื่องนี้ดูจะได้รับอิทธิพลมาอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้พัฒนาตัวเองในลักษณะคู่ขนานจนซ้ำทางเสียทีเดียว ยังมีการผสมผสานรูปแบบอื่นที่ใช้เล่าความสัมพันธ์ของแม่และลูกในลักษณะที่เป็นตัวของตัวเองอยู่พอสมควร และนั่นทำให้สาส์นที่ผู้กำกับเองต้องการที่จะสื่อยังคงความแข็งแรงท่ามกลางทางเดินของหนังเองที่เต็มไปด้วยการพัฒนาเรื่องราวที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์มากเสียเท่าไหร่นัก ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเกิดจากช่วงที่หนังขยายเรื่องราวจากแกนของเรื่องออกไปเป็นเนื้อเรื่องในส่วนต่างๆ และรวมไปถึงการเล่าเรื่องที่ยังไม่สามารถให้น้ำหนักกับเรื่องราวได้เข้มแข็งมากนัก


ความสุ่มเสี่ยงของหนังเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องที่หนังกวนอารมณ์ความรู้สึกจากเหตุการณ์เชิงอารมณ์ระหว่างแม่กับลูกที่ใส่เข้ามามากเกินไป ทั้งในส่วนของการแสดงที่ค่อนข้างมากเกินพอดี และการเคลื่อนกล้องที่เคลื่อนไหวด้วยไดนามิกที่ค่อนข้างเยอะ จนทำให้การนำเสนอซีนช่วงนี้ของหนังมันสร้างผลลัพธ์ที่มากเกินความจำเป็น ทั้งๆที่การสร้างพื้นฐานของความสัมพันธ์นั้นยังไม่สามารถต่อร่างสร้างองค์ออกมาได้แข็งแรงมากนัก ซึ่งแน่นอนว่าความสุ่มเสี่ยงตรงส่วนนี้มันส่งผลกับการเอาผลลัพธ์ในช่วงองค์หนึ่งของการเล่าเรื่องไปต่อยอดในส่วนของเรื่องราวที่เหลือ มันทำให้ภาพความสัมพันธ์ของตัวละครนั้นไม่เข้มแข็งมากเท่าไหร่นัก แม้ว่าตัวหนังเองจะหยิบเอาจุดศูนย์กลางของเรื่องเป็นภาพของแม่ แต่เป้าหมายของผลลัพธ์ของสิ่งที่อยู่ในใจของแม่นั้นก็ถูกยึดโยงอยู่กับลูกชาย และยิ่งหนังเองใช้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับแม่เป็นไคลแม็กซ์ด้วยนั้น มันยิ่งต้องอาศัยการปูพื้นความสัมพันธ์ที่แข็งแรงอยู่พอสมควร ซึ่งในระหว่างของการพัฒนาเรื่องราวนั้นหนังก็ต้องแบ่งพื้นที่ให้กับความสัมพันธ์ระหว่างแม่ และแฟนของแม่ด้วยซ้ำไป มันจึงค่อนข้างเป็นปัญหาไม่น้อยที่ความสัมพันธ์ของลูก และแม่ไม่อาจพัฒนาตัวเองออกมาด้วยจังหวะ และเวลาที่มากเพียงพอที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เติบใหญ่ และทรงพลังได้ ถ้าพูดให้เห็นภาพชัดเจนคือ ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ในหนังอาจโตเป็นต้นไม้ที่มีการสร้างเปลือกหุ้มที่แข็งแรงประมาณหนึ่ง แต่อย่าว่าแต่ผลเลย แม้แต่ดอกก็ยังไม่ค่อยจะสะพรั่งมากเท่าไหร่นัก ยิ่งมาเจอการเล่าเรื่องที่ยังวางน้ำหนักในส่วนต่างๆได้ไม่เข้มแข็งมากเท่าไหร่ทั้งการเลือกที่จะเล่นมิติลึกของอารมณ์ด้วยความนิ่ง และการขับเคลื่อนด้วยตัวละครในเรื่อง กับการเคลื่อนไหวของงานกล้อง และการตัดสลับ ซึ่งยังสร้างสมดุลตรงส่วนนี้ระหว่างกันได้ไม่ค่อยแข็งแรงด้วย ผลลัพธ์เลยออกมาไม่ได้เข้มข้นอย่างที่น่าจะเป็น


แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันมีหลายซีน หลายช่วงที่นิ่งให้กับจังหวะของการนำเสนอของแม่ที่ต้องการนำเสนออารมณ์ หรือคำพูดใดๆก็ตาม ซึ่งพอกล้องให้ความนิ่งที่มากเพียงพอ และสาส์นที่ต้องการจะสื่อออกมามันเลยมีน้ำหนักที่ทำให้ภาพของแม่นั้นเฉิดฉาย จนไม่แปลกใจมากนักที่หนังเรื่องนี้ดูมีเป้าหมายในการเป็นสาส์นเฉพาะตัวที่ผู้กำกับเองต้องการจะสื่อให้แม่ อุทิศให้แม่ ภาพของการขอบคุณ และยกย่องสรรเสริญความเป็นแม่ในหนังเรื่องนี้เลยแข็งแรงพอสมควร แม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกบอกเล่าเรื่องราวในด้านสว่างไสวของมนุษย์คนหนึ่งออกมาทั้งหมด แต่ท่าทีของหนัง ด้วยทั้งจังหวะ และงานภาพซึ่งถ่ายทอดประเด็น และโฟกัสนั้นชัดเจนถึงการสื่อสารให้กับผู้ชมในความคิดเรื่องแม่ของผู้กำกับ ปัญหาอีกประการหนึ่งในเรื่องของตำแหน่งของผู้ชมในหนังเรื่องนี้หลายช่วงที่ผลักผู้ชมพอสมควรจากเรื่องราวที่ผู้กำกับพยายามจะเล่านั้นก็คือ ตำแหน่งของมุมกล้องที่ผลักผู้ชมออกเป็นบุคคลที่สามของเรื่อง ซึ่งในบางซีนก็ดูเหมือนจะแทนที่ผู้ชมในตำแหน่งบุคคลที่สอง แต่ในซีนสำคัญอย่างช่วงการเล่ามุมมองของแม่ และลูกในหนังก็ดันผลักผู้ชมออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์ ความไม่ชัดเจนตรงนี้ก็ทำให้ผลลัพธ์ที่ผู้ชมได้รับในแต่ละช่วงไม่แน่ไม่นอนเสียเท่าไร่ ซึ่งในทีนี้รวมถึงการใช้มุมเงย หรือมุมก้มต่ำในหลายๆซีนที่ยังไม่ชัดเจนมากนักว่าผู้กำกับต้องการสร้างสถานะของผู้ชมเป็นอย่างไร เพราะบางครั้งมันให้ความรู้สึกของความสูงๆต่ำๆของผู้ชมที่มีต่อการประเมินสถานะของตัวละคร หรือเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นจากมุมมองที่ผิดเพี้ยนไปหลายครั้งเหมือนกัน และพอมาเจอการเคลื่อนกล้องที่ยังไม่นิ่งในซีนอารมณ์บางช่วงที่มากเพียงพอที่จะผลักดันอารมณ์ มันก็ยิ่งทำให้ศูนย์ถ่วงของหนังไม่มั่นคงนัก


การใช้ซีนเปิดตั้งคำถามถึงความเป็นแม่ในหนังเป็นเหมือนจุญแจที่เปิดเรื่องราวได้แทบทุกจุดในหนัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้หนังเองมีแกนที่มั่นคง และแข็งแรง ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์ของแม่ในฐานะซิงเกิ้ลมัม และระยะห่างของช่วงวัยของแม่ลูกที่แทบจะไม่ห่างกันมากนัก ซึ่งก็เป็นดราม่าความสัมพันธ์ของการเป็นแม่ลูกที่ค่อนข้างหนักหน่วงอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อหนังเองเลือกโฟกัสตัวละครแม่ ทำให้ภาพของการแตกสาแหรกเรื่องราวพัฒนาตัวเองออกไปได้ค่อนข้างไกล การหยิบเอาช่วงเวลาของดาวหางมาสัมพันธ์กับอาการโรคประหลาดก็เป็นสิ่งที่ทำให้หนังเองสามารถผลักขอบเขตในการเล่าความสัมพันธ์ในรูปแบบที่เหนือจริงออกมาได้ แน่นอนว่าภาพของแม่ที่เป็นโปรโตไทป์บนโลกใบนี้ที่พยายามเซ็ตอัพสถานการณ์กลับไปเหมือนช่วงทารกที่ตัวละครในหนังป่วยด้วยโรคประหลาด มันก็ทำให้ภาพความคิดของคนเป็นแม่ ที่พูดกันตามตรงมันก็เป็นภาพของความปราถนาที่อยากให้ลูกของตัวเองเป็นเด็กเหมือนเดิม ได้อุ้ม ได้สอนเขาในหลายๆอย่าง ไม่หัวขบถ ไม่ดื้อดึงใส่ ซึ่งเมนไอเดียของหนังตรงนี้ก็มีความแข็งแรงน่าชื่นชม ซึ่งแน่นอนว่าในหนังที่ใช้ตัวละครแม่เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้เรื่องราวของลูก ซึ่งอย่างที่บอกไปมันก็เป็นสาส์นที่ผู้กำกับเองต้องการสื่อถึงแม่ ในการเลือกเพลงในหนังเองก็มีความสัมพันธ์ หลายเพลงก็เป็นตัวเลือกที่ดี แม้ว่าบางช่วงมันอาจจะใช้ติดกันมากเกินงามไปเสียหน่อย ซึ่งมันทำให้หนังต้องพึ่งดนตรีเป็นแกนการเล่าเรื่องในช่วงเวลาหนึ่งมากเกินไป แต่ตัวเลือกที่น่าชื่นชม และมันกลายเป็นโครงสร้างของสาส์นที่แข็งแรงที่ต้องการสื่อไปถึงแม่คือเพลงที่ค่อนข้างให้กำลังใจในความสัมพันธ์อย่าง 'As Long As You Follow' ของ 'Fleetwood Mac' จากยุค 80s ซึ่งการเซ็ตการเล่าเรื่อง และซีนทำได้ดีทีเดียว


ซึ่งการใช้เพลง และภาพยนตร์ในหนังเป็นตัวช่วยสำคัญของการเล่าความสัมพันธ์ในหนังก็สะท้อนเงื่อนไขที่เป็นความชื่นชอบของผู้กำกับ ซึ่งมันอาจจะเป็นคอนฟลิคในชีวิตจริงกับผู้เป็นแม่มาก่อนด้วยซ้ำ และการเลือกเอาส่วนหนึ่งของสื่อภาพยนตร์มาเป็นแนวทางชี้แนะของแม่ต่อการใช้ชีวิตของลูกในช่วงที่เป็นโลกประหลาดนั้นก็ดูเป็นอะไรที่ค่อนข้างเซ็ตมากไปเสียหน่อย แต่ในทางหนึ่งนั้นมันก็เป็นมุมขั้วคอนทราสต์ของชีวิตลูกที่สิ่งเหล่านี้ดูเป็นสิ่งที่กำเนิดความไม่เข้าใจระหว่างแม่ และลูก จนนำมาซึ่งอุปมาของโรคประหลาดในหนัง เอาเข้าจริงแล้วหนังเองก็เปิดด้วยพฤติการณ์ที่พอสังเกตได้อย่างเล็กๆน้อยๆตอนช่วงที่ยังไม่มีอาการโรคประหลาด รวมไปถึงซีนย้อนอดีตหลายซีนที่สร้างความน่าสงสัยด้วย แม่ว่ามันจะมีพื้นที่ของสิ่งที่ผู้กำกับเองชื่นชอบเข้ามาใส่เป็นตัวช่วย แต่พื้นที่ที่เป็นแกนของการสื่อสารที่ต้องการส่งให้กับแม่ ยังเป็นแกนสำคัญอย่างชัดเจน มีความน่าสนใจในการสร้างพื้นที่ซ้อนทับระหว่างตัวละครแม่ และแฟนสาวในหนังพอสมควร ทั้งเรื่องของคาแร็คเตอร์ คำพูดของตัวละคร รวมไปถึงซีนที่ถูกสลับตำแหน่งของตัวละครสองตัวนี้เอาไว้อย่างจงใจ ที่ชัดเจนเลยซีนที่ตัวละครแฟนสาวทำหน้าที่ตรวจการบ้าน ซึ่งคาดการณ์ว่าตัวละครแม่น่าจะทำอาชีพครู การซ้อนทับสลับพื้นที่ตรงนี้น่าสนใจพอสมควร และการที่ตัวละครซึ่งเป็นแม่ ซึ่งมีความแก่ มีสถานะของความเป็นแม่ที่สูงกว่าลูก ในขณะที่ตัวละครแฟนสาวนั้นมีความเท่ากันกับลูกมากกว่า ตัวละครแม่ในเรื่องกลายเป็นภาพพื้นหลังของการสูญเสียที่เกิดขึ้นในตอนท้ายเรื่อง และไม่มีตัวตนจากสาเหตุประหลาดที่ไม่ทราบที่มาที่ไป บางที่การสื่อสารตรงส่วนนี้ของผู้กำกับอาจจะต้องการบอกความสัมพันธ์ที่ต้องการแม่ในลักษณะของการเป็นเพื่อน เป็นคนที่เข้าใจความเป็นไปตัวตนของลูกมากกว่าจะเป็นแม่ที่รู้ว่าอะไรดีสำหรับลูก ในสังคมสมัยใหม่ความสัมพันธ์แบบนั้นที่แม่ต้องเป็นแม่ แม่ไม่อาจเป็นเพื่อน มันคงเริ่มตายไปหมดแล้วและผลลัพธ์ในปัจจุบันในชีวิตจริง หรืออาจจะอย่างน้อยในความรู้สึกของผู้กำกับก็คงต้องการให้เป็นอย่างนั้น ถือเป็นงานเรื่องแรกของผู้กำกับหน้าใหม่ที่ทำได้ดี และมีเลเยอร์ที่น่าสนใจทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น