Header Ads

[Review] Gatlang: Happiness, Hardship and Other Stories ★★★


[Review] Gatlang: Happiness, Hardship and Other Stories (by Pen-Ek Ratanaruang, Pasakorn Pramoolwong)
★★★

ภาพของเนปาลทุกคนส่วนใหญ่มักมองภาพของกาฐมาณฑุ โดยเฉพาะภาพในช่วงเวลาของแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีเมื่อหลายปีก่อน สารคดีลำดับถัดมาของสองผู้กำกับ 'เป็นเอก รัตนเรือง' และ 'ภาสกร ประมูลวงศ์' ดั้งด้นเดินทางไปสำรวจชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ หนึ่งในหลายๆกลุ่มแถบเทือกเขาหิมาลัยอย่าง 'กัตลัง' ที่เป็นหนึ่งในชนเผ่าที่ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในสังคมของพวกเขาแทบจะตัดขาดจากโลกภาพนอกพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพของสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยความทันสมัยที่มากกว่าอย่าง 'กาฐมาณฑุ' จากสารคดีที่มุ่งสำรวจความเข้มข้นของประเด็นทางการเมืองเรื่องของประชาธิปไตยในไทยอย่าง 'ประชาธิป'ไทย' เมื่อหลายปีก่อนของผู้กำกับ คราวนี้เขามาโฟกัสสิ่งที่เป็นพื้นฐานอย่างเรื่องของวิถีของผู้คน และความเชื่อต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมที่มีลักษณะเอกลักลักษณ์ และถูกเจือปนด้วยวัฒนธรรมจากภายนอกค่อนข้างน้อยแทน ด้วยประเด็นที่น่าสนใจ และมีความหลากหลายของประเด็นต่างๆที่สามารถนำเสนอได้ ตัวหนังเองก็ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดี ในการเล่าภาพรวมของความเป็นไปของความเป็นกัตลัง ได้อย่างน่าสนใจ ผ่านการแบ่งองค์การเล่าเรื่องในลักษณะที่ต่างๆกัน และมีประเด็นที่มุ่งโฟกัสในเรื่องต่างๆที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ความเชื่อความศรัทธาในเชิงของศาสนา ไล่เรียงไปถึงปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อช่วงวัย ที่มีต่อเจเนอร์เรชั่นที่ต่างกันออกไปในสังคมเล็กๆแห่งนี้ที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานเริ่มออกไปแสวงหาความเจริญของชีวิตตามเมืองใหญ่ ซึ่งรูปแบบตรงส่วนนี้ที่เกิดขึ้นของหนัง ทั้งประเด็น หรืออะไรก็ตามที่หนังเองพูดถึงการท้าทายความสมบูรณ์และคงทนของวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนนั้นๆ


การดึงผู้คนที่เป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตในฐานะของชาวกัตลังจริงๆเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวผ่านบทสัมภาษณ์ที่หนังเลือกยิ่งคำถามเข้าไปหาพวกเขา ทำให้สาส์นที่ได้ออกมาจากปากของคนเหล่านั้นมีมูลสารของความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับพวกเขาอยู่ แม้ว่ามันจะถูกขัดเกลาเป็นคำพูดจากการที่ถูกจับจ้องผ่านเลนส์อยู่พอสมควรก็ตาม ดังนั้นภาพของสิ่งที่หนังเลือกในการนำเสนอมันจึงเป็นภาพของความจริงมากกว่าความจงใจในการเซ็ตอัพเรื่องราวผ่านสายตาของคนนอกมากจนเกินไป ซึ่งพูดกันตามตรงแล้วมันไม่อาจหลีกเลี่ยงภาพของการนำเสนอมุมมองที่เกิดขึ้นผ่านสายตาของคนภายนอกได้อยู่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นในหนังทุกเรื่องเป็นธรรมดา การใช้สีที่แทนความหมายทั้ง 5 สีของชาวเนปาลผ่านเซคชั่นของการเล่าเรื่องถูกหยิบเอามาวางไว้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะการสอดแทรกการเปรียบเทียบของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสังคมของกัตลัง และสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมภายนอกกัตลัง ซึ่งหนังเรื่องนี้เองใช้กาฐมาณฑุที่เป็นสูญกลางความเจริงในเนปาลเข้าเปรียบเทียบความสัมพันธ์ ทั้งเรื่องของวิถีชีวิต สถานะภาพของผู้คนที่ครั้งหนึ่งเคยไปใช้ชีวิตในเมืองหลวง และกลับมาบ้าน ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงไป อย่างน้อยในระบบของเเนวคิดเรื่องของประเพณีความเชื่อของความเป็นกัตลัง แน่นอนว่าความแตกต่างของความเป็นกัตลังถูกให้ความสำคัญที่แตกต่างกันไปเมื่อต่างเจเนอร์เรชั่นกัน คนช่วงวัยที่เป็นอาวุโสในหนังย่อมให้ความสำคัญกับระบบความเชื่อแบบเก่า แต่ในขณะที่คนรุ่นใหม่ต่างขวนขวายหาโอกาสของชีวิตที่อาจจะดีกว่าในสังคมที่เจริญทางวัตถุมากกว่าอย่างกาฐมาณฑุ


มันมีความน่าสนใจในส่วนของการที่หนังเอาตัวแปรของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเนปาลเข้ามาจับ แน่นอนว่าพื้นที่ที่ถูกแทนภาพของเนปาลต่างเป็นภาพของกาฐมาณฑุที่สะท้อนภาพของความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหว หาใช่พื้นที่ของคนเผ่าเชอร์ปา หรือแม้แต่ภาพของกัตลังที่ตัดขาดออกจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง การปฏิสัมพันธ์ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายหลังแผ่นดินไหวน่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการถูกบังคับจากส่วนกลางให้สร้างบ้านที่รองรับแผ่นดินไหว แต่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของความเป็นกัตลัง หรือแม้แต่การที่ทุกอย่างแทบจะไปลงที่กาฐมาณฑุ แต่กลับละทิ้งกัตลังให้ดิ้นรนซ่อมแซมความเสียหายจากแผ่นดินไหวกันเอง การสร้างพื้นที่ของความเป็นเอกเทศที่แทบแยกออกจากส่วนของเนปาลอย่างสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกันกลับถูกอิทธิพลของส่วนกลางของเนปาลที่โดนข้อครหารัฐบาลที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่นค่อนข้างมาก ความปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างส่วนกลาง และคนในกัตลัง ไม่ใช่แค่ในระดับรัฐ แต่รวมไปถึงปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการดิ้นรนเพื่อใช้ชีวิตในสังคมเมือง หาอนาคตในสังคมเมืองพยายามหลีกหนีจากพื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยการเติมความเจ็บปวดเข้ามา ซึ่งหนังเองวางน้ำหนักการเล่าเรื่องส่วนต่างๆออกมาได้อย่างเจ็บปวด และสะท้อนความปวดร้าวที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาขณะที่กลายเป็นบาดแผลของความเจ็บปวดในสังคมกัตลังที่ยังเต็มไปด้วยการดิ้นรนท่ามกลางการละทิ้งจากโลกภายนอกในหารสนับสนุนส่งเสริมให้พวกเขามีชีวิต ซึ่งทำให้พวกเขาต่างต้องดิ้นรนพึ่งพากันและกัน ซึ่งนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้สังคมนี้มีความเป็นเอกเทศอยู่ต่างจากอีกหลายชนเผ่าก็เป็นได้ ซึ่งมันเต็มไปด้วยแสงสว่างของชีวิตที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่ ซึ่งผู้กำกับทั้งสองคนวางน้ำหนักไว้ได้อย่างน่าชื่นชมทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น