Header Ads

Inhuman Kiss review | คนรุ่นใหม่สำรวจความขัดแย้งในการเมืองไทยที่ดำเนินมากว่าทศวรรษ


INHUMAN KISS



(Sittisiri Mongkolsiri)



เนื่องจากความละเอียดละอ่อนในการพูดประเด็นทางการเมือง และสังคมวัฒนธรรมของไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่การพูดอย่างไม่เฉพาะเจาจง ทำให้หนังหลายเรื่องที่สอดแทรกประเด็นทางการเมืองถ้าต้องการอยู่ในสาระบบของหนังที่หวังผลกำไรในวงกว้างจำต้องซ่อนเนื้อหาของการวิพากษ์ประเด็นเหล่านี้ไว้ในคราบของหนังจำพวกอื่นที่มีความแฟนตาซีเอ็กซ์ตรีมแตกต่างกันไป เป็นเค้าลางของความรู้สึกที่ผสมผสานกันโดยทางอ้อมมากกว่าที่จะเผชิญหน้ากับกองเซ็นเซอร์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นหนังในทางเดียวกันของความสยองขวัญสั่นประสาทที่มีพล็อตเชื่อมโยงกับประเด็นทางความรัก ทั้ง "เปรมมิกา ป่าราบ" หรือ "สิงสู่" ที่เป็นหนังในความทรงจำที่ใกล้มากที่สุดที่พอจะนึกออก หรือแม้แต่กระทั่งหนังอินดี้นอกกระแสเองก็จะเล่นกับบริบทเหล่านี้อย่างไม่ตรงไปตรงมา ทั้งหนังของอภิชาติพงศ์, คงเดช, เป็นเอก หรือแม้แต่ประเด็นที่สอดแทรกเป็นเนื้อหาเบื้องหลังเรื่องราวแปลกประหลาดของสถานการณ์อย่างหนังที่เข้าฉายเมื่อปีก่อนในเมืองไทยอย่าง "มา ณ ที่นี้" ของ ปราบดา หยุ่น แน่นอนว่าในสิ่งเหล่านี้นั้นมันสะท้อนประเด็นปัญหากับเรื่องของเสรีภาพชัดเจน ซึ่งข้อดีประการหนึ่งคือ ทำให้ศิลปินขยับกลไกในการคิด และวิพากษ์สังคมการเมืองออกไปมีชั้นเชิงอีกระดับหนึ่ง นัยยะหลายประการของหนังเรื่องนี้อดเอาไปเทียบเคียงกับประเด็นในหนังปีที่แล้วที่ให้ภาพรวมในลักษณะของไอเดียการติดต่อจากคนสู่คน และสร้างผลลัพธ์ทางสังคม และการเมืองโดยมีการหยิบอิงเหตุของอดีตในลักษณะเช่นเดียวกันกับ "สิงสู่" ของผู้กำกับวิศิษฎ์ ศาสนเที่ยงไม่ได้ แม้ว่าในหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับจะสร้างความลื่นไหลของการเล่าเรื่อง และไม่ได้เฉพาะเจาะจงช่วงเวลาของเหตุการณ์ชัดเจนเท่าก็ตามที




คำถามจากคนรุ่นใหม่ในสังคมที่ถูกวางเอาไว้ท่ามกลางรอยต่อของหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รอบนอกของพระนคร ระหว่างความเจริญ และสิ่งเก่าที่ยังไหลเวียนอยู่ในภูมิสังคมศาสตร์ที่กำลังเปลี่้ยนแปลงไปในช่วงเวลาสงครามมหาเอเชียบูรพา ลมหายใจสุดท้ายของพื้นของความเป็นชนบทที่เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับสังคม และวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พื้นที่เฉพาะตัวที่นำเสนอความพร่าเลื่อนของความเชื่อในหลายสิ่งไม่ว่าจะเป็นภาพของความชัดเจนในสังคมเมืองจากพระนคร ที่กำลังเกิดสงคราม พลวัตของสังคมชนบทประการหนึ่งนั้นหล่อเลี้ยงด้วยความเชื่อ และธรรมชาติที่ถูกปรับมาเป็นวิถีชีวิต การเข้ามาของกลุ่มคนที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน แต่มีความสัมพันธ์กับตัวละครหลักตัวหนึ่งในเรื่องที่พึ่งกลับจากพระนครที่เป็นภาพของความเจริญ และความเชื่อสมัยใหม่ที่แยกวัฒนธรรมออกจากธรรมชาติอย่างชัดเจน การเข้ามาของสิ่งที่เหมือนเป็นสิ่งภายนอกกำลังกวนให้สาระบบเดิมของสังคมที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีตเปลี่ยนแปลงไป นั่นทำให้ภาพของสังคมในพื้นที่ชนบทนั้นปรับเป็นทรรศน์ และความเชื่อแบบสังคมในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิอเมริกาภายหลังสงครามสิ้นสุดลง และเกิดควา่มกลัวต่อคอมมิวนิสต์เข้ามาแทนที่ ซึ่งการเล่นกับปฏิสัมพันธ์ของป่า ความหมายตลอดจนน้ำหนัก และความเป็นไปได้เชิงพื้นที่ของป่า ตลอดจนแม่น้ำเซ็ตเรื่องราวของขอบเขตแนวรอยต่อของการตั้งคำถามออกมาได้อย่างน่าสนใจ ข้อแรกตรงนี้คือการให้ภาพของพลวัตในรอยต่อของสังคมชนบท




แน่นอนว่าสิ่งที่กล่าวไปก่อนหน้านี้นั้นคือเรื่องของยุคสมัยของผู้คน หนังวางความจงใจในเรื่องของการเล่นกับคำถามเรื่องช่องว่างระหว่างยุคสมัยของตัวละครในเรื่องไว้อย่างชัดเจน มันมีระยะห่าง และค่านิยมของการปฎิสัมพันธ์ที่แตกต่างกันออกไป เป็นเรื่องปกติที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ ซึ่งเป็นคนในเจเนอร์เรชั่นก่อนจะคาดหวังกับคนในเจเนอร์เรชั่นใหม่ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการถ่ายทอดแนวความคิดในสาส์นที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เชื่อ และอยากให้เป็นออกมา ในหนังเองก็ยืนยันภาพของความหลงเหลือในมโนทัศน์ทางอาชีพของคนรุ่นหนึ่งที่อิงกับความเป็นไปได้เชิงวิทยาศาสตร์จากการหลั่งไหลเข้ามาจากการติดต่อของพื้นที่ภายนอก ภาพอาชีพที่ตัวละครอยากเป็นในตอนสุดท้ายของเรื่องตอบคำถามตรงส่วนนี้ได้ค่อนข้างชัดเจน มันเป็นความคาดหวังที่ดูไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่เป็น กับการเชื่อในเรื่องของพิธีกรรม หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ มากกว่าสิ่งพื้นฐานของมนุษย์ในเรื่องความรัก และความสัมพันธ์ซึ่งมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า นั่นคือช่วงเวลาที่การขยายตัวของทุนนิยม เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์เริ่มทะลุตัวเองผ่านสงครามกระจัดกระจายเข้ามาในพื้นที่ของชนบทที่ใกล้ชิดกับพระนคร ซึ่งได้รับผลกระทบเป็นที่แรก ซึ่งก็สอดรับกับสิ่งที่พูดในเรื่องของรอยต่อที่หนังเองจัดวางเชิงพื้นที่เอาไว้อย่างจงใจ




เพราะฉะนั้นเมื่อหนังเรื่องนี้เองวางตัวอยู่ในรอยต่อของสิ่งต่างๆ ความพร่าเลื่อนของขอบเขตในการให้คำจำกัดความของสิ่งต่างๆในเรื่องจึงมีความลื่นไหล และไร้ขอบเขตมากยิ่งขึ้น ทั้งจากคาแรคเตอร์ของความเป็นมนุษย์ และความไม่เป็นมนุษย์ในหนัง ผ่านตัวละครทั้งหลายในเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครที่เป็นสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ การทลายพรมแดนของขอบเขตในคำจำกัดความเหล่านั้นจึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเป็นกระสือ กระหังในเรื่องนั้นล้วนมีหัวใจ และหัวใจเองมันเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าภาพเชิงกายภาพ ย้อนกลับไปเรื่องของผลพวงของรอยต่อ ในสังคมทุกคน หรือในมนุษย์ทุกคนเมื่ออยู่ในระบบเราเองมักจะถูกส่งต่อบางสิ่งผ่านห้วงเวลามาโดยไม่รู้ตัว การส่งต่อการเป็นกระสือ และกระหังในเรื่องมันก็เป็นภาพของการส่งต่อเศษเสี้ยวของอดีตมาสู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเราเองอาจมองในเชิงสังคม วัฒนธรรม หรือจะขยับขยายไปในเชิงการเมืองก็ทำได้ จะเห็นว่าภาพของความแค้นถูกส่งต่อเข้ามาสู่คนรุ่นใหม่ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งตั้งแต่อดีตส่งเข้ามาหาคนรุ่นใหม่ และฉากสุดท้ายของหนังก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของประเทศที่คนรุ่นใหม่กำลังส่งไปหาคนรุ่นก่อนที่สร้างปัญหาเอาไว้ ที่สร้างสงครามเอาไว้ว่าความขัดแย้งนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ การนั่งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาสีทองคือความเศร้าที่คนรุ่นใหม่กำลังรู้สึก เพราะฉะนั้นการเข้ามาของกระหังในปัจจุบันซึ่งเหมือนเป็นภาพของสิ่งเก่า และความหลงเหลือของสิ่งเก่าในตัวกระสือที่เป็นนางเอกของเรื่องที่สถานะเป็นคนรุ่นใหม่ จึงตั้งคำถามกับรอยต่อของการเมืองที่กำลังผลัดเจเนอร์เรชั่นได้อย่างชัดเจน หรือในอีกทางหนึ่งที่ไม่อิงกับเรื่องของห้วงเวลา กระหังอาจแทนภาพของการพยายามเข้ามาควบคุมและจัดการชีวิตผู้คนของรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับที่มาของกลุ่มคนแปลกหน้าที่น่าจะมาจากพระนคร และผ่านมาหลายหมู่บ้านแล้ว และการหยิบเอาความกลัวเข้ามาเป็นเครื่องมือก็สะท้อนอำนาจของรัฐในหลายครั้งเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์การเมืองโดยทั่วไป




การผสมผสานในรอยต่อของสิ่งใหม่ และสิ่งเก่าของหนัง ผ่านช่วงรอยต่อของเจเนอร์เรชั่น ผ่านการเข้ามาของภาพของความกลัวของผู้คนที่ไม่เพียงแต่จากบรรดาข่าวลือที่เกิดขึ้นจากสงครามในพระนคร หรือแม้แต่การเข้ามาของคนภายนอกที่มีนัยยะทางการเมืองที่ส่งความหวาดกลัวเข้ามาในสังคม จะว่าไปแล้ว ความหวาดกลัวนั้นเป็นบ่อเกิดของความเกลียดชังเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสงครามโลก จิตวิทยา และการแผ่อำนาจของอเมริกาใช้ไทยเป็นอาณานิคมในการโจมตีคอมมิวนิสต์ ซึ่งประเด็นตรงนี้ก็สัมพันธ์กับภาพของป่า ดังนั้นในทางหนึ่งความหมายของป่านอกจากจะเป็นเรื่องของการสร้างความเป็นไปได้ไม่รู้จบแล้ว มันอาจสะท้อนถึงภาพความกลัว ความกลัวในสิ่งไม่รู้ ความกลัวจากคำเล่าลือ ซึ่งแม้แต่ในสถานการณ์ของความขัดแย้งในสังคมไทยในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องย้อนไปในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ชนชั้นนำ กองทัพ สถาบัน และคณะราษฎร์ จะต่อสู้เพื่อฐานอำนาจ หรือแม้แต่ในช่วงที่คณะราษฎร์หมดอำนาจไปจากการเปลี่ยนขั้วของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นมันก็ยังมีตัวละครที่เล่นกันอยู่ไม่กี่ตัว และภาพของหนังเรื่องนี้ก็ฉายผลลัพธ์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องได้รับผลกระทบจากการแทรกซึมของเกมการเมืองของคนไม่กี่คนจนทำให้ระบบมันมีปัญหา ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ออกมาตั้งคำถามถึงอนาคตของประเทศตัวเองท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมากว่าทศวรรษโดยยังไม่เห็นว่าสงครามนั้นจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ หนังเรื่องนี้วางรายละเอียดทั้งในเชิงประเด็น กายภาพของพื้นที่ ตัวละครไว้ได้ค่อนข้างดีมาก และคำถามถึงความพร่าเลือนเหล่านั้นก็มีพลังที่มากทีเดียว และดูเหมือนว่าไม่มียาอะไรที่จะรักษาได้ แม้แต่การพยายามรักษาอาการประคับประคองไปก็ต้องมีกระบวนการของการทำลายสิ่งเหล่านี้ที่สร้างสันติให้เกิดขึ้น

หนังฉายในโรงภาพยนตร์ไทยตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2562
International Sales : Transformation Films

by Sutiwat Samartkit
(15/03/19)

ไม่มีความคิดเห็น