Header Ads

Rotterdam 2019: Take Me Somewhere Nice | เพศการเมืองอันแปลกประหลาดของวัยรุ่นที่ร้าวราน



TAKE ME SOMEWHERE NICE



(Ena Sendijarević)
Rotterdam Film Festival 2019 : Tiger Competition




ภาพยนตร์ขวัญใจกรรมการของเทศกาลหนังรอตเตอร์ดามครั้งล่าสุด สำหรับผลงานเรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดไว้ เรื่องราวความสัมพันธ์ในสาระบบของความเป็นครอบครัวที่หย่าร้างเหินห่างกันนำเสนอออกมาในภาพขยายทั้งทางตรง และในเชิงอุปมาอุปมัย หนังเริ่มเรื่องราวด้วยการเดินทางของลูกสาวซึ่งเธอเติบโตในเนเธอแลนด์เพื่อไปหาพ่อชาวบอสเนียที่ร้างรากันไปนานหลังจากที่แยกทางกับแม่ไป และพ่อเลือกที่จะไปมีชีวิตใหม่ในประเทศบ้านเกิด การเดินทางของลูกสาวจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในประเทศที่เธอไม่รู้จัก สถานที่สภาพแวดล้อมที่เธอไม่คุ้นเคย เธอเดินทางไปถึงประเทศบอสเนียเพื่อเยี่ยมพ่อเธอที่อยู่ในโรงพยาบาล แต่กลับไปเจอลูกพี่ลูกน้องของเธอ ซึ่งนำมาซึ่งการผจญภัยของการเข้าใจช่วงวัย เข้าใจความสัมพันธ์ของครอบครัวเธอที่มีรอยร้าว และความไม่สมประกอบเกิดขึ้น ซึ่งเส้นทางผจญภัยในครั้งนี้ของเธอเต็มไปด้วยบริบท และสถานการณ์ของเรื่องราวที่มีระดับของความแปลกประหลาดที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นและสื่อความหมายในระดับปัจเจกบุคคล ในระดับสังคมครอบครัว หรือแม้แต่การสื่อความหมายเชิงอุปมาในระดับความสัมพันธ์เชิงสังคม และวัฒนธรรมที่เป็นมุมองผ่านเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติที่อาจขยายกรอบเชื่อมโยงไปถึงเรื่องทางเศรษฐกิจที่สะท้อนพฤติการณ์ตลอดจนมุมมองที่คนต่างสัญชาติกันกระทำต่อกัน ซึ่งการที่หนังมีเลเยอร์ของการเล่าเรื่องหลายระดับทำให้หนังสามารถสร้างพื้นที่เชิงความหมายที่กว้าง และน่าสนใจมากยิ่งขึ้นจากประเด็นของการสำรวจความสัมพันธ์ที่ดูภายนอกแล้วเหมือนจะพูดถึงความสัมพันธ์ในระดับครอบครัวเท่านั้นเอง




บริบท และสถานการณ์ที่แปลกประหลาดของหนังเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องราว ทั้งประเด็นของเรื่องชุดที่ตัวละครเองเลือกที่จะใส่ การวางตำแหน่งสถานะ และความสำคัญของชุดที่ตัวละครนำในเรื่องเลือกที่จะใส่ตลอดที่หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องไป ในทางหนึ่งความยึดโยงของสิ่งของหลายอย่างในเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของชุดที่ได้กล่าวไปกับความหมายในเชิงพื้นที่อย่างเนเธอแลนด์ ท่ามกลางประเทศ และผู้คนที่เธอแทบไม่คุ้นเคย ก็สร้างประเด็นในระดับปัจเจก รวมถึงถ้าจะมองขยับไปในเรื่องของความแตกต่างของผู้คนที่ค่อนข้างต่างกันอย่างชัดเจนของสองประเทศนี้มันก็ยังทำได้ด้วยซ้ำ ซึ่งในส่วนของประเด็นความแตกต่างในสเกลของประเทศนี้อาจสะท้อนผ่านคำพูดและบทสนทนาที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ด้วยเช่นเดียวกัน รูปแบบของความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดที่ตัวเธอเองมีกับผู้คนในต่างกรรมต่างวาระของหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีความสถานะของเธอที่ถูกแทนภาพข่าวลือของมุมมองที่ตัวละครมราเป็นคนบอสเนียมีต่อเธอ หรือประเด็นของความสัมพันธ์เชิงกาย เรื่องของเซ็กซ์ที่เกิดขึ้นในหนังมันก็สะท้อนเรื่องของอำนาจ การข่มขืนทางใจ หรืออะไรก็ตามแต่ที่เธอมีต่อปูมหลังของประเทศนี้ที่พ่อของเธอทิ้งเธอมาใช้ชีวิตอยู่ และการมีหรือไม่มีของพ่อในเรื่องมันก็สะท้อนอาการของตัวละครนำในเรื่องได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องของเซ็กซ์ในหนังมันจึงเป็นเหมือนทางของการอุปมาอุปมัยเชิงอำนาจ และสภาพความคิดที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของตัวละครนำของเรื่องออกมาได้อย่างเด่นชัดไม่น้อยทีเดียว




ทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นผ่านการปฏิสัมพันธ์ของตัวละครนำในเรื่องที่มีต่อสถานที่ และต่อตัวละครอื่นๆจึงสะท้อนประเด็นเชิงอำนาจที่อยู่ในจิตใจของตัวละครออกมาได้อย่างน่าสนใจ และบริบทของการกระทำในหลายประเด็นที่ถูกแบ่งรับแบ่งสู้ในบางช่วงเวลามันจึงเป็นเหมือนการต่อรองอำนาจทางการเมือง ผ่านทั้งบริบทในเชิงสังคมที่เธอเสียเปรียบ และผ่านในบริบททางเพศที่ดูเหมือนจะได้เปรียบอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้เมื่อเราขยายภาพของประเด็นเรื่องเพศออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เราจะเห็นว่าการเลือกการปฏิสัมพันธ์ทางเพศระหว่างเพศเดียวกันในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างให้ผลลัพธ์ในเชิงบวก แต่ในขณะเดียวกันการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเพศตรงข้ามกลับให้ภาพของอำนาจที่หักล้างกัน ให้ปฏิสัมพันธ์ออกไปในทางลบมากกว่าอย่างน่าสนใจ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปที่ความตั้งใจของเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการที่เธอต้องการมาเยี่ยมพ่อที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งในตอนสุดท้ายก็เกิดบทสรุปเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ทำให้พอเราโยงที่มาที่ไปของเรื่องราวตรงส่วนนี้เปรียบเทียบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นภาพเชิงอำนาจที่ถูกอุปมาอุปมัยออกมาได้อย่างน่าสนใจ มันเหมือนจะซ่อนความเฟมินิสต์ที่มีความย้อนแย้งกันและกันออกมาได้อย่างน่าสนใจ ผ่านการปฏิสัมพันธ์ของตัวละคร และการยึดโยงเชิงพื้นที่เข้าหากันได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว มันซ่อนรายละเอียดทั้งหลายเข้าไว้ได้อย่างน่าชื่นชม




นอกจากประเด็นหลังในเชิงอำนาจนิยมที่ผ่านการอุปมาของหนังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว การสะท้อนภาพของวัฒนธรรมก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ในประเด็นเชิงรายละเอียดสัญลักษณ์ทั้งเรื่องของกระเป๋าของตัวละครเองก็ดีมันก็ต่างเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนประเด็นหลักที่ได้กล่าวไปได้อย่างดีทีเดียว ซึ่งทำให้หนังเองสะท้อนภาพออกมาได้อย่างหลากหลายทั้งมุมกว้างและมุมลึก ซึ่งในทีนี้อาจจะพูดทิ้งท้ายในเชิงของงานภาพ การจัดวางตำแหน่งของตัวละครในภาพ หรือแม้แต่การไล่ซีเควนซ์ของหนังที่ถูกวางสัดส่วนสะท้อนสภาพของการต่อรองของตัวละครที่เกิดขึ้นในเฟรมภาพเหล่านั้นออกมาได้อย่างน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ซึ่งเมื่อย้อนกลับมาที่โครงสร้างของหนัง ช่วงวัยของตัวละคร พื้นฐานของหนังเรื่องนี้มันก็เป็นหนังในกลุ่มที่ตัวละครจะต้องมาเรียนรู้ความเป็นไปของชีวิต การก้าวผ่านวัยของตัวละครในการเข้าใจเศษของอดีตของความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ตกหล่นหายไป การท้าทายความเชื่อมโยงของสาระบบในครอบครัว ในพื้นที่ห่างไกล ในอดีตที่ผันเปลี่ยนไปตามเวลา การวางตัวละคร ตลอดจนงานภาพ การใช้แสงสีในหนังเองก็สอดรับกันอย่างกลมกลืนกับการผลักดันตัวละครให้ก้าวผ่านวัยซึ่งดูจะค่อนข้างดุเดือดโหดร้ายกว่าหนังก้าวผ่านวัยหลายเรื่องที่เน้นความฟุ้งของอารมณ์สัมผัสมากกว่า มันจึงเต็มไปด้วยเลเยอร์ของการนำเสนอในหนังขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับออกมาอย่างน่าชื่นชมมากทีเดียว

Take Me Somewhere Nice ชนะรางวัล Special Jury Award ที่สายประกวดหลักของเทศกาลหนังรอตเตอร์ดามครั้งที่ 48
International Sales : Heretic Outreach

by Sutiwat Samartkit
(23/03/19)

ไม่มีความคิดเห็น