Header Ads

SXSW 2019: Us | เวอร์ชั่นสยองขวัญของแคมเปญ Hands Across America



US


(Jordan Peele)
South by Southwest Film Festival 2019 : Opening Night





หลังจากแจ้งเกิดจากหนังประเด็นผิวสีเสียดสีสังคมอเมริกันร่วมสมัยจนผลักดันเข้าชิงออสการ์จากเรื่อง 'Get Out' คราวนี้เขามากับหนังที่มีสเกลขยายใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม แต่สโคปของการวิพากษ์เสียดสีสังคมอเมริกันยังคงไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วออกจะชัดเจนแจ่มแจ้งโดยไม่ต้องคาดเดาเชิงอุปมามากมายนักด้วยซ้ำ พูดง่ายๆคือหนังเปิดไพ่หน้าตักออกมามากขึ้น ซึ่งออกจะมากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ ทั้งการวางประเด็นเรื่องเหตุการณ์ครั้งสำคัญของอเมริกาที่เป็นข้อถกเถียงอย่างมากในยุค 80s อย่าง Hands Across America ในปี 1986, การจงใจใส่สัญลักษณ์ และคำของ Jeremiah 11:11 ซึ่งปรากฎตัวเลขนี้หลายครั้งในหนังอย่างจงใจ รวมไปถึงการสะท้อนผ่านสัญลักษณ์อย่างกรรไกรที่เอามาเป็นอาวุธคู่ใจของเรื่องด้วย รวมไปถึงสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและชัดเจนอย่างกระต่ายในเรื่องเองก็ดี คือสิ่งต่างๆที่หนังเองเอามาวิพากษ์วิจารณ์สังคมอเมริกันผ่านตัวละครผิวสีที่เกิดขึ้นในเรื่อง ซึ่งในจุดนี้ของหนังเรื่องล่าสุดอาจไม่ได้ต้องการเจาะจงประเด็นไปในเรื่องของผิวสีแบบในหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของเขามากนัก อาจจะให้ภาพของสังคมอเมริกันโดยรวมมากกว่า ซึ่งนั่นเองเป็นการสะท้อน และวิพากษ์วิจารณ์เชิงเสียดสีแบบที่ผู้กำกับเคยทำมาก่อนในหนังเรี่องก่อนหน้านี้ของเขานั่นเอง เพียงแต่การลดทอนความเข้มข้นของหนังไปเพื่อเล่าเรื่องในส่วนที่เป็นความบันเทิง และการจายเรื่องราวผ่านตัวละครอื่นที่เป็นตัวละครรอบตัวละครสำคัญของเรื่องดูจะทำให้หนังเรื่องนี้สร้างผลลัพธ์ที่ดร็อปลงไปมากกว่าหนังเรื่องก่อนของเขาอยู่พอสมควร แม้ว่าจะสามารถรักษากรอบของคุณภาพการเล่าเรื่องได้น่าชื่นชมอยู่ก็ตามที






ความเชื่อมโยงระหว่างตัวละครที่เกิดขึ้น ผ่านหุ่นเชิด หรือตัวทดลองอะไรก็ตามแต่ที่เป็นตัวเลียนแบบของมนุษย์ที่อยู่บนพื้นโลกด้านบน การพยายามสร้างความเชื่อมโยง และพยายามทำลายกรอบของพรมแดนของคนบนพื้นโลก และใต้ดินดูจะเป็นความพยายามที่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนัก ซึ่งตรงส่วนนี้ยังมองเห็นไอเดียที่ผู้กำกับเองต้องการที่จะพูดถึงอยู่ โดยเฉพาะการยืนยันเชิงเปรียบเทียบผ่านถ้อยคำใน Jeremiah 11:11 ที่เห็นตั้งแต่ซีนแรกๆของหนังก็เป็นตัวบอกได้อย่างชัดเจน ซึ่งในที่นี้อาจรวมไปถึงภาพสัญลักษณ์ของกรรไกรที่ใช้เป็นอาวุธหลักในเรื่องด้วย คือสิ่งตรงนี้มันสะท้อนทั้งความเป็นคู่ของการเชื่อมโยงกัน และความเป็นปัจเจกบุคคลด้วยเช่นกัน สิ่งตรงนี้มันให้ความหมายทั้งในเชิงของการควบรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนกรรไกรที่ต้องมีคู่สองฝั่ง เลขสิบเอ็ด เองก็ใช่เช่นกัน ในขณะที่ในทางหนึ่งนั้นมันให้ความรู้สึกของความโดดเดี่ยว เพราะฉะนั้นในความรู้สึกที่มีต่อตัวเลขตรงส่วนนี้มันจึงมีความย้อนแย้งกันอย่างชัดเจน นี่คือความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นทั้งแยกขาดจากกัน และไม่แยกขาดจากกันที่หนังเรื่องนี้เองจงใจสร้างขึ้น ซึ่งแม้ตอนแรกมันอาจจะเปรียบเทียบสองขั้วขาวดำระหว่างขั้วสว่างบนโลก และขั้วด้านมืดในโลกใต้ดินของตัวละครในเรื่อง ซึ่งสัมพันธ์กับภาพสะท้อนของเดรัจฉานที่น่ารักอย่างกระต่ายที่ใช้ความรู้สึกแตกแขนงเผ่าพันธ์ผ่านสมองส่วนหยาบ และความดุร้ายผ่านสมองส่วนหยาบก็เป็นภาพเชิงเปรียบเทียบที่น่าสนใจเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปความฉงนสนเท่ห์ใจของเรื่องนี้ที่ถูกแยกจากกันในตอนต้นเรื่องของหนังกลับผสมผสานเข้าหากันจนแยกความเทาดำไม่ออก






ซึ่งปัญหาในเชิงสังคมตรงส่วนนี้ ซึ่งต่อยอดไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เป็นอื้อฉาว และเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่งของช่วงสงครามเย็นในอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งของการแตกแยกในอเมริกาอย่าง Hands Across America ซึ่งผู้จัดแคมเปญก็โฆษณาชวนเชื่อผ่านทางโทรทัศน์จรรโลกความเป็นปรึกแผ่นของสังคมอเมริกัน ให้มาจับมือรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อต้อสู่กับการแบ่งแยก และความยากจนที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าด้วยงบประมาณหรืออะไรที่ไม่ถูกใส่ใจจากรัฐในเวลานั้นทำให้มีความยากจนเกิดขึ้นมาก ซึ่งตรงกับช่วงเวลาของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ซึ่งถูกมองว่าเป็นต้นตอของปัญหาความยากจน และปัญหาทางสังคมหลายๆประการที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกาช่วงเวลานั้น ในทางหนึ่งกลับถูกเชิญเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย มันจึงเกิดเป็นข้อถกเถียงเรื่องของความจริง และการโฆษณาสร้างภาพที่ตอนนี้มันเป็นอะไรที่ผสมจนเละเทะและมั่วไปหมดในอเมริกาช่วงนั้น นั่นยังไม่นับรวมไปถึงประเด็นของการประท้วงหลายต่อหลายเรื่องที่เป็นความวุ่นวายใหญ่ๆในช่วงเวลานั้นด้วย ซึ่งก็เห็นได้ชัดเจนจากหน้าประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงในอเมริกา ซึ่งในที่นี้ต้องบอกก่อนว่าเป็นมุมมองของผู้กำกับที่พยายามจินตนาการความมืดที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลาเหล่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเหมือนหรือไม่เหมือนที่ผู้กำกับเองคิดก็เป็นไปได้ ซึ่งทุกคนนั้นล้วนมีเวอร์ชั่นของตัวเอง เหมือนในท้ายที่สุดแล้วเราเองก็ไม่รู้ในช่วงเวลานั้นมีใครที่คิดจริงๆ ตัวตนเราอยู่ด้านมืด หรือด้านสว่างในช่วงเวลานั้นที่โฆษณาชวนเชื่อเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และการจับมือที่เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นเพียงกระแสที่พุ่งระเบิดบนท้องฟ้าและหายไป ซึ่งดูเหมือนอเมริกาจริงๆจะในปัจจุบันก็คงไม่ต่างจากเดิมมากนัก




จริงๆแล้วสิ่งที่หนังเรื่องนี้เองกำลังตั้งคำถามถึงผู้คน และสะท้อนความเป็นอเมริกันออกมาได้อย่างน่าสนใจ ความเชื่อมโยงของความเป็นอเมริกันในตัวผู้คนนั้นเป็นภาพอย่างไร อะไรคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และผลักดันให้สังคมอเมริกันมีรูปลักษณ์ดังกล่าว บางคนเลือกที่จะแสดงด้านมืดออกมาในช่วงเวลาหนึ่ง บางครั้งก็ผลักด้านสว่างออกมาให้เราเห็นจริงๆแล้วในขณะที่ตัวเราเองเติบโตขึ้น แม้เราจะถูกสอนด้วยด้านสว่างของความเป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันนั้นด้านมืดของความเป็นมนุษย์นั้นก็เติบโตขึ้นไปพร้อมๆกับเรา ทีนี้เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน บริบทเปลี่ยน เวลาที่พอเหมาะกับเหตุการณ์อาจทำให้ด้านมืดของเรากลายเป็นตัวเราไปได้ ดังนั้นภาพของสังคมอเมริกันในหนังเรื่องนี้ถูกผลักดันไปอยู่ในมุมมองของขนบความเชื่อที่เต็มไปด้วยความไม่จีรัง และมีการเปลี่ยนผ่านความเป็นไปได้ทีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้กำกับเองเลือกที่จะหยิบยืมความเชื่อมโยงทั้งในเชิงตัวบุคคล และปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกิดขึ้นผสมผสานปนเปจนสร้างเป็นสังคมอเมริกันในปัจจุบันที่ในทางหนึ่งมันสร้างภาพของการเคารพกันเป็นหนึ่งเดียว ในขณะที่ในทางหนึ่งแล้วมันกลับมีการดูถูกเหยียดผิวสอดแทรกตัวอยู่ในประเทศนี้เกิดขึ้นมาอยู่เป็นระยะ ซึ่งน่าโชคดีบางประการที่ระบบบางอย่างมันยังทำงานอยู่ไม่ให้เหตุการณ์มันถูกผลักออกไปทางใดทางหนึ่งมากจนเกินไป ความเป็นอเมริกันของหนังจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหนังเรื่องนี้อย่างเด่นชัด ติดปัญหาที่ตรงการเล่าเรื่องที่โฟกัสประเด็นผ่านตัวละครนำหญิงในเรื่องได้ไม่เข้มข้นมากนัก และท้ายที่สุดแน่นอนว่าความฝันแบบอเมริกันก็ยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในหนังเรื่องนี้

Us เข้าฉายที่เทศกาลหนัง South by Southwest ครั้งที่ 26
International Sales : Universal Pictures

by Sutiwat Samartkit
(31/03/19)

ไม่มีความคิดเห็น