Header Ads

Bangkok Dark Tales review | ทุนนิยมในมุมมืดของกรุงเทพฯ



BANGKOK DARK TALES


(Alwa Ritsila, Thanvimol Onpapliw, Anusorn Soisa-ngim)




มีภาพยนตร์ผีไทยในช่วงหลังๆพยายามขยับขยายตัวเองในมิติการเล่าเรื่องใหม่ๆออกมาหลายเรื่อง และการเล่าเรื่องในลักษณะของเรื่องตอนสั้นนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้แปลกใหม่มากนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนังไทย ความพยายามของหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะค่อนข้างสร้างความน่าสนใจถึงคาแร็คเตอร์ที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน แม้ว่าความพยายามฉีกจากเรื่องราวของหนังจะสร้างข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ในลักษณะของการเล่าเรื่องแบบนี้ถือว่าทำให้หนังเองมีจุดยืนที่ชัดเจนไม่น้อย ซึ่งภาพรวมของหนังสามเรื่องนี้ ถือว่าไม่ได้ออกมาเลวร้ายมากนัก กับสองตอนแรกของหนัง ที่สามารถสื่อสารในความเป็นตัวเอง และสร้างความน่าสนใจจนกระทั่งกลบข้อบกพร่องของหนังไปได้ ซึ่งปัญหาของหนังชุดนี้ดูจะอยู่ที่ตอนที่สามของเรื่องราวที่ใช้ชื่อตอนของหนังว่า 'Hello Bangkok' ของ อัลวา ริตศิลา ซึ่งพยายามจะฉีกความเป็นหนังผีทั้งการสร้างลักษณะของตัวผีเอง หรือแม้กระทั่งการผสมผสานความเป็นคอมเมดี้เข้ามาเล็กน้อย และพยายามจะเปลี่ยนจุดผกผันของเรื่องราวในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งความพยายามในหลายๆจุดของหนังเองดูจะสร้างความวุ่นวายที่หาทางลงที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ให้กับหนังเสียเท่าไหร่ ทั้งเรื่องของพื้นหลังของตัวละครที่ไม่ค่อยแข็งแรง รวมไปถึงการสร้างสถานการณ์ร่วมต่างๆของหนังที่ดูไม่ค่อยสำเร็จผล และยังขาดความต่อเนื่องค่อนข้างมากอยู่ทีเดียว แม้กระทั่งผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครของเรื่องก็ดูจะสร้างพันธะที่ยังขาดความหนักแน่นที่มากเพียงพออยู่เหมือนกัน




ซึ่งจากตอนที่สามของเรื่องราวที่ดูจะเป็นปมด้อยที่สุดของหนังชุดนี้ และยังขาดการสร้างคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนให้กับตัวหนัง ต่างจากหนังสั้นในตอนแรก และตอนที่สองค่อนข้างชัดเจน ในหนังสั้นตอนแรกนั้น ที่มีชื่อตอนว่า 'Happy New Year' ของผู้กำกับ อนุสรณ์ สร้อยสงิม ที่ผสมแง่มุมของความเป็นหนังไล่ฆ่าเข้ามาในหนัง ซึ่งสร้างคาแร็คเตอร์ของตัวหนังให้มีความโดดเด่นขึ้นมาจากหนังผีทั่วไปค่อนข้างเด่นชัด แต่ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ในเรื่องของวิธีการที่หนังเรื่องนี้ใช้ในการนำเสนอเท่านั้น หากยังรวมถึงประเด็นที่หนังเรื่องนี้เองพยายามที่จะนำเสนอ ที่ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่ถูกทำออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนมากนัก แต่มันก็กลายเป็นเส้นของการเล่าเรื่องที่ฉาบตัวอยู่เบื้องหลังการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยความฉูดฉาดได้อย่างแนบเนียน และทำให้หนังเองมีมิติที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งประเด็นที่หนังเองนำเสนอภาพออกมานั้นคือการสะท้อนภาพของระบบของชนชั้นที่เกิดขึ้นในสังคม ผ่านแง่มุมของความเป็นทุนนิยมได้อย่างชัดเจน แม้ว่าการขยี้ประเด็นตรงส่วนนี้ของหนังเองจะยังพัฒนาผลลัพธ์ยังไม่เต็มที่ ยังไม่เห็นความเชื่อมโยงออกมาเป็นรูปธรรมที่สมบูรณ์มากเสียเท่าไรนัก อย่างไรก็ดี มันกลายเป็นพื้นหลังของหนังที่สำคัญที่ทำให้วิบากกรรมของการไล่ล่าของหนังที่เกิดขึ้น มีแง่มุมที่มีน้ำหนัก และทำให้ตัวละครในหนังเองมีความเป็นมนุษย์ที่มากขึ้นด้วย




ซึ่งการเปิดตัวของหนังสั้นตอนแรกของหนังชุดนี้เองก็สร้างความน่าสนใจให้กับการจดจ้องในหนังเรื่องต่อๆไปอยู่ไม่น้อย และมันดูจะเป็นภาพของหนังที่ใช้ฉากหลังเป็นกรุงเทพฯ และขมวดประเด็นที่วิพากษ์สังคมทุนนิยมเป็นหัวใจหลักของหนังชุดนี้ไปโดยปริยาย ซึ่งแม้แต่ในหนังสั้นตอนที่สองที่ใช้ชื่อว่า 'Night Cinema' หรือผีโรงห้า นั้นก็เป็นความพยายามของหนังที่พยายามฉีกตัวเองจากหนังผีที่มีพื้นฐานมาจากการสร้างเรื่องราวจากเรื่องจริงในสถานที่ที่เกิดความเฮี้ยนจากการสร้างทับสถานที่ของคนตาย ซึ่งหนังเองแม้จะไม่ได้ขยับขยายประเด็นในเชิงสังคมออกมาชัดเจนมากนัก จริงๆแล้วหนังเองกลับมีจุดขายที่ไอเดีย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นลักษณะไอเดียที่ส่วนตัวค่อนข้างมากจากความชื่นชอบภาพยนตร์ของคนคิดไอเดียเองมากกว่า ในการสร้างความพร่าเลือนของพื้นที่ของความจริงในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมิติที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์โรงที่ห้า ความเป็นจริงในสถานที่ที่จับต้องได้ภายนอกโรงห้า และเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่ในโรงภาพยนตร์ ซึ่งทุกสิ่งที่หนังเองสร้างขึ้นนั้นมันผสมผสานกับความเชื่อในลักษณะของสังคมพุทธเข้าไป ไม่ใช่เพียงแต่ความเชื่อในเรื่องของผีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเชื่อในลักษณะของภาพของเพศหญิงที่เกิดขึ้นในสังคมอนุรักษ์นิยมด้วย แม้ว่าหนังเองจะไม่ได้ขยับขยายความน่าสนใจตรงส่วนนี้ออกมามากนัก ซึ่งความน่าสนใจของหนังสั้นตอนนี้จะไปอยู่ที่เลเยอร์ของพื้นที่ความจริงมากกว่า ถือเป็นความกล้าหาญของหนังชุดนี้ที่พยายามสร้างเอกลักษณ์ให้กับงานของตัวเอง ซึ่งก็ดูจะประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย


หนังฉายในโรงภาพยนตร์ไทยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562
International Sales : M Pictures

by Sutiwat Samartkit
(28/05/19)

ไม่มีความคิดเห็น