Header Ads

Cannes 2019: The Orphanage | ห้วงเวลาการก้าวผ่านใต้เงาคอมมิวนิสต์โซเวียตของอัฟกานิสถาน


THE ORPHANAGE

(Shahrbanoo Sadat)


Cannes Film Festival 2019 : Director's Fortnight



ผลงานขนาดยาวลำดับที่สามของผู้กำกับ “Shahrbanoo Sadat” ผู้กำกับเชื้อสายอัฟกันที่เติบโตในประเทศอิหร่าน หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากหนังเรื่องก่อนหน้านี้ภาพยนตร์เรื่อง “Wolf and Sheep” คว้ารางวัลสำคัญของสาย “Director’s Fortnight” จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อย่าง “C.I.C.A.E” ที่เทียบได้ใกล้เคียงกับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสาย คราวนี้เธอกลับมาด้วยประเด็นที่ยังคงเล่าเรื่องราวของชีวิตในสังคมแอฟริกัน เพียงแต่ปรับประเด็น และเรื่องราวให้มีความเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น ลดทอนระดับความแฟนตาซีที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องก่อนของเธอ ให้มีความเป็นพื้นที่สากลทั่วไป ไม่ได้หลุดกรอบสร้างพื้นที่เอกเทศอย่างที่เป็นในหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของเธอ อีกทั้งการสอดแทรกประเด็นทางการเมืองก็มีความชัดเจนและโจ่งแจ้งมากยิ่งขึ้น มีความน่าสนใจในหนังเรื่องใหม่ของเธอที่ยังคงเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครที่อยู่ในช่วงวัยเด็กวัยรุ่นที่กำลังเรียนรู้การก้าวผ่านวัย เพราะฉะนั้นมุมมองของหนังจึงสะท้อนผ่านการรับรู้เรื่องราวของตัวละครเด็กในเรื่อง ซึ่งเป็นความเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจนจากผลงานเรื่องก่อนหน้าของเธอ ซึ่งการกำหนดตัวละครที่เป็นเด็กนั้นมันทำให้ภาพจำเพาะของเรื่องราวสามารถบอกเล่าได้อย่างใสซื่อ และตีความสิ่งที่เห็นด้วยความซื่อตรงไม่บิดเบี้ยวมากนัก ซึ่งเป็นความจำเพาะอย่างหนึ่งที่ว่าทำไมผู้กำกับหลายคนมักเล่าเรื่องราวผ่านสายตาของเด็ก ซึ่งตรงนี้มันยังแบ่งย่อยรูปแบบการเล่าเรื่องออกไปได้มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเอาสายตาเด็กมาเล่าอย่างสมจริง ทำให้ภาพของมันเห็นความชัดเจนรุนแรงได้อย่างแจ่มชัด ในขณะที่การปรับเปรียบบริบทการเล่าให้มันไม่สมจริงอาจใช้ซ่อนรูปของความรุนแรงได้ ซึ่งหนังเรื่องนี้เองก็พยายามสอดแทรกวิธีการเหล่านี้เข้ามาอย่างน่าสนใจ


เรื่องราวของหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครเด็กหนุ่มตัวหนึ่งที่เต็ดเตร่ไร้หลักแหล่งมีความฝันที่อยากเป็นดาวบอลลีวู้ด วันหนึ่งเขาถูกจับได้ และส่งเข้ามาอยู่เรียนที่โรงเรียนกินนอนที่ได้รับการสนับสนุนโดยคอมมิวนิสต์โซเวียตในช่วงเวลานั้น เพราะฉะนั้นในสภาพพื้นที่ของความเป็นเอกเทศที่ที่ควรเป็นพื้นที่ที่ใสบริสุทธิอย่างโรงเรียนในช่วงเวลานั้นถูกเจือปนด้วยภาพของความคิดทางการเมืองที่เด่นชัด ซึ่งในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถานนับตั้งแต่การเข้ามาของสหภาพโซเวียตที่แผ่ขยายอิทธิพลเหนือการเมืองในอัฟกานิสถาน จนเกอดเป็นสงครามอัฟกันและโซเวียตที่กินระยะเวลายาวนานกว่าเก้าปี จนถึงการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ในอัฟกานิสถาน และการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่รัฐอิสลามที่ปกครองโดยกลุ่มตาลิบัน ซึ่งหนังสโคปถึงช่วงเวลาตรงส่วนนี้ ซึ่งในเชิงประวัติศาสตร์ข้อเท็จจริงที่เราทราบกันดีกว่าปัจจุบันรัฐบาลตาลิบันถูกกำจัดไปโดยสงครามที่อเมริกาเป็นผู้เริ่มตั้งแต่สิบแปดปีที่แล้ว หนังเองเล่าเรื่องราวโฟกัสผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน และมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับภาพความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับ สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกรั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงเป้าหมาย และความฝันของตัวละครนำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลในช่วงเวลานั้นของวัฒนธรรม และความบันเทิงที่เริ่มรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมบันเทิงของอินเดีย การที่หนังเองพูดถึงการที่ต้องไปเยี่ยมเยือนโซเวียตเพื่อไปเข้าค่ายคอมมิวนิสต์ และที่นั่นเองพวกเขาต้องไปเคารพศพของคนสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น “Leonid Brezhnev” ซึ่งเป็นเลขาพรรคคอมมิวนิสต์ที่เสียชีวิตลงในช่วงเวลาของหนังในปี 1982 นอกจากนี้หนังยังเชื่อมโยงด้วยเศษเสี้ยวของสงครามที่เกิดขึ้นใกล้กับพื้นที่ของโรงเรียน รวมไปถึงการเปลี่ยนประเทศเป็นรัฐอิสลามที่ทำให้โรงเรียนต้องเปลี่ยนจากคอมมิวนิสต์เป็นอิสลามตามมาด้วย และรวมไปถึงการเข้ามาของกลุ่มมูจาฮีดีนในช่วงท้ายเรื่องด้วย ซึ่งอาจเป็นรายละเอียดช่วงเหตุการณ์เล็กๆที่หนังเองใส่เข้ามา แต่ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว


แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ แม้ว่าหนังเองจะสะท้อนภาพของความรุนแรงของสงครามภายนอก ความวุ่นวายทางการเมือง และความคิดที่เริ่มส่งผลอย่างร้ายแรง ซึ่งความร้ายแรงตรงส่วนนี้เป็นสิ่งที่สังเกตได้ยากมากๆในส่วนของหนังเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่หนังนำเสนอส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน แต่ชั้นเชิงที่น่าสนใจของหนังอยู่ที่ตรงนี้นั่นเอง กับการโฟกัสความรุนแรงภายในโรงเรียน และการเปลี่ยนผ่านของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่สัมพันธ์กับความคิดในแง่ทางการเมือง ที่ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ไม่ได้สะท้อนภาพของความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมานัก แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงเมล็ดพันธุ์ของความรุนแรงที่กำลังเพาะตัวอยู่ภายในโรงเรียน การยัดเยียด และหล่อหลอมความคิดทางการเมืองใดๆที่มันมากเกินไป ทำให้ภาพของผลสัมฤทธิ์ในดอกและผลเมื่อเติบโตขึ้นของผลเมืองเหล่านี้ในท้ายที่สุดก็จะไปเข้าร่วม หรือต่อต้านกับกลุ่มการเมืองต่างๆได้ในอนาคต ความรุนแรงของหนังคือการฉายภาพของความที่มันไม่ดูรุนแรงแต่ทว่า มันกลายเป็นความรุนแรงที่มากกว่าความรุนแรงที่ปะทุออกมาอย่างตรงเสียอีก การเปรียบเทียบสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่รุนแรงอย่างตรงไปตรงมากับภาพของความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากเหตุการณ์ภายนอก หรือสงครามให้ภาพที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว และมันสร้างระดับของการเปรียบเทียบที่ค่อนข้างมีพลังไม่น้อย ภาพของโรงเรียนในหนังเรื่องนี้ที่ดูเหมือนเป็นสถานที่ให้ความหวัง ให้ชีวิตใหม่ในตอนต้นเรื่อง กลับกลายเป็นพื้นที่ที่กัดกร่อนโอกาส และความหวังลงอย่างน่าเสียดาย ด้วยความจงใจหรือไม่ก็ตาม หนังเรื่องนี้ยังกลับมาตั้งคำถามถึงอนาคตประเทศของตัวเองที่เต็มไปด้วยสงคราม และก่อการร้ายจนติดอันดับประเทศที่ไม่ปลอดภัยอันดับต้นๆของโลก ว่ายังมีความหวัง ยังมีความสุข หรือชีวิตยังคงมีอนาคตเฝ้ารออยู่หรือไม่ หรือภาพของการฉายหนังที่วนซ้ำไปซ้ำมามันยังคงเกิดขึ้น ไม่หายไปไหนเลย ถือเป็นงานต่อเนื่องของผู้กำกับอนาคตไกลที่ทะเยอทะยานมากขึ้น และยังคงน่าสนใจอยู่ทีเดียว
The Orphanage เข้าฉายที่เทศกาลหนังคานส์ ครั้งที่ 72 ในสาย Director's Fortnight

International Sales : LUXBOX

by Sutiwat Samartkit
(30/06/19)

ไม่มีความคิดเห็น