Header Ads

Cannes 2019: Sick, Sick, Sick | โรแมนซ์ของความป่วยไข้


SICK, SICK, SICK

(Alice Furtado)

Cannes Film Festival 2019 : Director's Fortnight



ผลงานขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับบราซิลเลี่ยน ‘Alice Furtado’ ที่เคยผ่านผลงานการลำดับภาพจากหนังเรื่อง ‘The Human Surge’ ของผู้กำกับ ‘Eduardo Williams’ มาแล้ว งานของเธอเรื่องแรกนี้จึงเต็มไปด้วยความน่าสนใจในเรื่องของการลำดับภาพเล่าเรื่องราวอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ปัญหาสำคัญของหนังเรื่องนี้เองจะอยู่ที่การพัฒนาบทที่ยังไม่ค่อยต่อเนื่อง และขาดความหนักแน่นอยู่พอสมควร แต่ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใจมากนักที่หนังของเธอถูกเลือกเข้าฉายในสาย ‘Director’s Fortnight’ ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติคานส์ เพราะผลงานขนาดสั้นก่อนหน้านี้ของเธอก็เป็นที่คุ้นตาดีจากสาย ‘Cannes Cinefondation’ อยู่แล้ว ในหนังขนาดยาวเรื่องแรกของเธอว่าด้วยเรื่องในระดับความสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคล มุมมองของอาการป่วยของตัวละคร ซึ่งน่าสนใจตรงที่หนังเองแบ่งพาร์ทของอาการป่วยออกเป็นในช่วงต่างๆ จากช่วงเริ่มต้นที่พูดถึงความลุ่มหลงในความรัก การสูญเสียความรัก และช่วงท้ายของการหมกมุ่นของตัวละครต่อความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อย่างไรก็ดีมันถูกเอาไปเปรียบเทียบกับอาการป่วยของคนที่เป็นฮีโมฟีเลีย ซึ่งทำให้หนังเองพอจะมีความน่าสนใจมาก จากการเล่าเรื่องที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยเท่าไรนัก




มองที่อาการป่วยของคนเป็นฮีโมฟีเลียก่อน ความผิดปกติจากยีนกลายพันธุ์จนทำให้การผลิตโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบในกระบวนการแข็งตัวของเลือดผิดเพี้ยนไป ในกรณีที่เป็นมากอาจจำเป็นต้องได้รับยาเพื่อทำให้การแข็งตัวของเลือดกลับมาเป็นปกติ การเปรียบเทียบกับอาการป่วยในลักษณะนี้ที่เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ไม่มีวิธีการรักษาที่หายขาดชัดเจน และบริบทของสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นภายในเรื่องสร้างความต่อเนื่องของเหตุการณ์มาสอดรับกับอาการป่วยที่ตัวละครนำชายในเรื่องเป็น ซึ่งมันน่าสนใจที่หนังเองโรคนี้มาสร้างความคู่ขนานกับอาการป่วยที่ตัวละครนำหญิงในเรื่องเองเป็นด้วยเช่นเดียวกัน พัฒนาการ และความเป็นไปของเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครนำหญิงในเรื่องนี้แบ่งได้เป็นสามช่วงดังที่กล่าวไปแล้วนั้น มันสะท้อนระดับของความรู้สึกที่เกิดขึ้นในฐานะความรักที่เป็นอาการป่วยในรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ที่ยากจะเยียวยา มันทำระดับของความน่าสนใจในเชิงปัจเจกของความสัมพันธ์นั้นสร้างเงื่อนไขของเรื่องราวที่ขยับขยายออกไปได้อย่างไม่มีขอบเขต




สิ่งที่หนังเองผลักดันเรื่องราวออกไปจากภาวะของความหมกมุ่นของตัวละครที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของเรื่องและการเป็นเหมือนอาการป่วยของตัวละครพาตัวเองดิ่งลึกเข้าไปในอาการป่วยที่เปรียบเสมือนชั้นของอาการทางพันธุกรรมที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้สร้างเงื่อนไขที่น่าสนใจที่ทำให้เรื่องราวสามารถต่อยอดไปยังเรื่องของไสยศาสตร์ และพิธีกรรมความเชื่อที่ขยับขยายไปยังพื้นที่ที่เป็นเอกเทศจากความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งในหนังเองใช้พื้นที่ที่อยู่บนเกาะห่างไกล และพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผีดิบเองก็ดี เรื่องทางไสยศาสตร์พิธีกรรมอื่นๆเองก็ดี ตรงส่วนนี้มันทำให้หนังมีเซ็ตอัพที่ย้อนไปนึกถึงหนังเรื่อง ‘Magic Magic’ ของ ‘Sebastian Silva’ ไม่น้อย พื้นที่ที่เอกเทศของหนังอาจยังขาดความเข้มข้นไปอยู่บ้าง ความแฟนตาซีที่หนังเองสร้างขึ้นเกิดขึ้นเพียงภาพสะท้อนในจิตใจของตัวละคร แต่ยังไม่ได้เล่นกับพื้นที่มากมายเท่าไรนัก สิ่งที่น่าสนใจมากๆที่ทำให้หนังเรื่องนี้เองยังคงประสบความสำเร็จอยู่เล็กน้อยนั้นก็คือ การที่มันสามารถรักษามวลของประเด็นอาการป่วยที่เหมือนชื่อเรื่องที่สร้างไดนามิกอาการป่วยออกเป็นสามช่วงสามตอนได้ต่อเนื่องตลอดอย่าง ‘Sick, Sick, Sick’ นั้นเอง แม้มันอาจจะไม่สมบูรณ์นักก็ตาม


Sick, Sick, Sick เข้าฉายที่เทศกาลหนังคานส์ ครั้งที่ 72 ในสาย Director's Fortnight

International Sales : ALPHA VIOLET

by Sutiwat Samartkit
(09/06/19)

ไม่มีความคิดเห็น