Header Ads

Cannes 2019: Tlamess | โอดิสซีต้องมนต์ในตูนิเซีย


TLAMESS

(Ala Eddine Slim)



Cannes Film Festival 2019 : Director's Fortnight




หลังจากเป็นตัวแทนจากประเทศตูนิซัยเข้าร่วมตัดเชือกในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมจากผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขาอย่าง ‘The Last of Us’ (ก่อนหน้านี้เคยมีงานกำกับสารคดีร่วมกันกับผู้กำกับคนอื่นอีกสองท่าน นี่จึงสมควรนับเป็นงานเรื่องแรกมากกว่าผลงานสารคดีเรื่องนั้น) ซึ่งเข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ดูเหมือนผู้กำกับ ‘Ala Eddine Slim’ จะอยู่ในความสนใจมากยิ่งขึ้น จนมีโอกาสเข้าฉายในสาย ‘Director’s Fortnight’ ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีล่าสุดนี้ ซึ่งกลายเป็นหนังที่สร้างข้อถกเถียงถึงความดีงามของมันมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสายในปีนี้ไปโดยปริยาย ด้วยความที่ลักษณะของพล็อตอาจไม่ได้แปลกใหม่มากนักในทำนองหนังยุโรปที่ว่าด้วยบุคคลิกของมนุษย์กึ่งสัตว์ประหลาดอย่างที่เราเองเห็นใน ‘Holy Motors’ ของ ‘Leos Carax’ หรือในเรื่อง ‘Borgman’ ของผู้กำกับ ‘Alex van Warmerdam’ ลักษณะของการเอาคาแร็คเตอร์มาสร้างพื้นที่ของความเป็นเอกเทศ และวิพากษ์ภาพของสังคมไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว และยิ่งหนังเองมีอ้างอิงมาจากหนังของผู้กำกับขึ้นหิ้งอย่าง ‘Stanley Kubrick’ อย่าง ‘2001: A Space Odyssey’ ด้วยแล้ว และเล่ามาในแนวทางที่ขาดความหวือหวาในสไตล์ฮอลีวู้ด และค่อนไปทางความแฟนาตาซีเรียลลิสต์แบบหนังยุโรปชอบใช้กัน ทำให้ความชื่นชอบที่มีต่อตัวหนังถูกแบ่งชัดเจน ระหว่างนักวิจารณ์ในสายอเมริกันที่ชื่นชอบสไตล์งานอีกแบบหนึ่ง กับฝั่งยุโรป โดยเฉพาะละตินที่มีหนังในแนวทางของตัวเองอีกทางหนึ่ง แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็คงต้องยอมรับว่างานขนาดยาวในหนังเรื่องที่สองของผู้กำกับนั้นยังเต็มไปด้วยเนื้องานที่น่าสนใจอย่างมาก




หนังเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครสองตัวโดยมีจุดเชื่อมเรื่องเป็นพื้นที่ของป่า ซึ่งก็เป็นไปตามสถานะและคำนิยามที่ศิลปินมักใช้แทนความหมายเชิงสถานที่ของป่าอยู่แล้ว มันเป็นพื้นที่เอกเทศและแฟนตาซีเหมือนในหนังอวกาศขึ้นหิ้งของคูบริกนั่นแหละ เพียงแต่มันมีความสมจริงมากกว่าในโลกของความเป็นจริงที่ดูแล้วจะแยกไม่ค่อยออกตามสไตล์หนังยุโรปหลายเรื่องที่มักเล่าความเป็นแฟนตาซีในลักษณะนี้ออกมา เรื่องราวเริ่มต้นผ่านตัวละครชายคนหนึ่งที่เข้ารับราชการทหารเฝ้าระวังกลุ่มก่อการร้ายและต้องกลับไปบ้านหลังจากแม่ของเขาเสียชีวิตลง และหนีเข้าป่าจากการที่มีคนมาตามจับในฐานหนีทหาร และหนังเองก็ตัดกลับมาที่ตัวละครหญิงที่ดูสับสนในการมีชีวิตคู่หรืออะไรสักอย่างที่ไม่ได้ถูกชี้ชัด เธอเดินเข้าไปในป่า และไม่กลับมาอีกเลย การโคจรมาพบกันของเรื่องราวทั้งสองเรื่อง สร้างพื้นที่เอกเทศที่เอาไปวิพากษ์วิจารณ์สังคม และการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในตูนิเซียอย่างชัดเจน ไม่เพียงแค่ในระดับบริบทสังคมครอบครัวเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงสภาพของพลวัตในการเมืองระดับประเทศที่ส่งผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรภายในประเทศเหล่านั้น มันมีคำถามในเชิงที่ว่าการทหารทำลายชีวิตอันปกติสุขของผู้คน แม้ว่าหนังเองจะไม่ได้ขยับขยายภาพตรงส่วนนี้ออกไปมากนัก แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงอาการป่วยที่ผู้คนกำลังเผชิญอย่างชัดเจน




อาการป่วยที่ผู้คนในประเทศที่เผชิญอยู่จากผลต่อเนื่องของสังคม และการเมืองภายในประเทศนั้นผลักดันให้การสื่อสารทางกายภาพอาจไม่มีความหมาย การที่ผู้กำกับเลือกที่จะขยับระดับของการสื่อสารไปในทางของการสื่อสารผ่านสายตา ผ่านความรู้สึกข้างในในพื้นที่แฟนตาซีที่เป็นเอกเทศนั้น อาจไม่ใช้สิ่งที่แปลกประหลาดมากนัก ด้วยบริบทของแวดล้อมในซีนสถานการณ์นั้นๆ มันกำลังดึงภาวะการณ์ที่ตัวละครเองดำรงอยู่ในป่านั้นให้ออกจากสภาพแวดล้อมความจริงที่เกิดขึ้นในตูนิเซียตอนนี้ออกมาเป็นดินแดนดั้งเดิมที่มนุษย์พึ่งตั้งรกราก และหลายสิ่งหลายอย่างยึดโยงกับธรรมชาติ มันเหมือนดิ้นแดนของพระเจ้าที่มนุษย์ต้องดิ้นรน มันเต็มไปด้วยแรงศรัทธาของชีวิตในการเดินทางค้นหาสิ่งใหม่ความหมายใหม่ มันมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ถูกใส่เข้ามามากมายในหนังเรื่องนี้ที่ทำให้เกิดการตีความที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น มันอาจเกี่ยวข้องกับพระเจ้า หรือสิ่งที่อยู่เหนือระดับของความเป็นจริงบนโลกนี้ในทางใดทางหนึ่งก็ได้ ถือเป็นงานเรื่องแรกๆของผู้กำกับที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญในการอ้างอิง และนำเสนออยู่ไม่น้อย และงานลำดับต่อไปของเขาจะยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

Tlamess เข้าฉายที่เทศกาลหนังคานส์ ครั้งที่ 72 ในสาย Director's Fortnight

International Sales : BE FOR FILMS

by Sutiwat Samartkit
(09/06/19)

ไม่มีความคิดเห็น