Header Ads

Shanghai 2019: Castle of Dreams | การล่มสลายของปรักหักพังความรัก


CASTLE OF DREAMS

(Reza Mirkarimi)


Shanghai Film Festival 2019 : Golden Goblet



ผู้กำกับชาวอิหร่านเลือดใหม่หลายต่อหลายคนหยิบเอามรดกจากผู้กำกับชั้นครูในอดีตทั้ง “Abbas Kiarostami” และ “Mohsen Makhmalbaf” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทรนด์หนังประเด็นที่อิงกับความสัมพันธ์ที่มีปัญหาภายในครอบครัวที่ได้รับอิทธิพลมาจากหนัง “Asghar Farhadi” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นแทรนด์ของหนังแนวที่ว่าด้วยเรื่องภาพของความสัมพันธ์ในครอบครัวของอิหร่านยุคหลังปฏิวัติอิสลามได้ชัดเจนมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าในผู้กำกับยุคหลังของอิหร่านที่เริ่มเล่าเรื่องราวที่สะท้อนภาพของสังคมอิหร่านร่วมสมัยที่อยู่ใต้ความเป็นรัฐอิสลามย่อมได้รับอิทธิพลจากหนังของผู้กำกับชั้นครูเหล่านี้อยู่เป็นทุนเดิมผสมผสานเข้ามาในเนื้องานของเขาอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่ในส่วนของประเด็น แต่ยังหมายความรวมถึงวิธีการที่พวกเขาใช้ในการเล่าเรื่องอยู่แล้ว จริงๆแล้วมีหนังหลายเรื่องของอิหร่านที่หยิบจับการเล่าเรื่องในลักษณะโร้ดมูฟวี่ในช่วงหลังมานี้ และแน่นอนว่าความคุ้นเคยที่เราสัมผัสกันได้อย่างชัดเจนในหนังอิหร่านคงนี้ไม่พ้นหนังของผู้กำกับเคียรอสตามี่ที่มีฉากหลังเป็นถนนระหว่างเมืองในชนบท และปูพื้นหลังด้วยภาพของต้นไม้สีส้มทอง กับความอบอุ่นในช่วงวันที่แสงสาดส่องเข้ามากระทบการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในฉากเหล่านั้น และมันกำลังดำเนินเรื่องไปตามการเคลื่อนที่ของระยะทางพาหนะที่ถูกใช้ในเรื่อง ซึ่งหนังชั้นครูเรื่องนั้นคงไม่ต้องเอ่ยชื่อแล้ว แต่มีหนังหลายเรื่องที่ผสมผสานส่วนของความเป็นหนังชั้นครูเข้าไปในช่วงหลัง ไม่ว่าจะเป็นหนังอิหร่านในปีที่แล้วอย่าง “As I Lay Dying” ของผู้กำกับ “Mostafa Sayari” หรืออิทธิพลที่ส่งไปหาผู้กำกับอินเดียอย่างในปีที่แล้วมีหนังเรื่อง “Widow of Silence” ของผู้กำกับ “Praveen Morchhale” ที่ก็สะท้อนอิทธิพลที่ตกค้างหลงเหลืออยู่ในงานของพวกเขาไม่มากก็น้อย ซึ่งค่อนข้างเป็นภาพชินตาที่เห็นได้บ่อย และแทบจะเป็นประจำทุกปี


หนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับอิหร่านที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งอย่าง “Reza Mirkarimi” อย่าง “Castle of Dreams” ที่คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลประจำบ้านเกิดอย่าง “Fajr film festival” ก่อนที่จะฉายนอกประเทศครั้งแรกเมื่อกลางปีที่ผ่านมาในเทศกาลหนังเซี่ยงไฮ้ และกวาดรางวัลสำคัญใหญ่ของเทศกาลมาถึงสามรางวัลคือ หนังยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงชายยอดเยี่ยม ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญมากในอาชีพการกำกับของเขา แม้ว่าในสเกลระดับโลกอาจยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก แต่ถือว่าพัฒนาการในงานของเขานั้นน่าสนใจมาก และคมคายมากยิ่งขึ้น เมื่อสิบเก้าปีที่แล้วผู้กำกับแจ้งเกิดจากหนังยาวเรื่องแรกของเขาอย่าง “The Child and the Soldier” ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างทหารหนุ่ม และเด็กคนหนึ่งที่ต้องเดินทางไปด้วยกันในขณะที่เขากำลังเดินทางกลับบ้าน และเขาต้องไปส่งเด็กที่โรงเรียนดัดสันดาน เราเห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในหนังของเขานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาระหว่างเด็ก และผู้ใหญ่ในหนังของเขา และพูดถึงประเด็นความรุนแรงที่ถูกสอดแทรกเข้ามาอย่างแนบเนียน หรือชัดเจนบ้างในบางครั้ง หรือในหนังเรื่อง “Here, a Shining Light” ก็พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มพิการ และคนดูแลศาลเจ้า ในหนังช่วงแรกของเขาหลายเรื่องมีการหยิบเอาประเด็นเรื่องความเชื่อทางศาสนา และวิญญาณเข้ามาใส่ด้วย ก่อนที่เมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้วเขาจะดังมากขึ้นจากหนังที่โฟกัสผู้หญิงในสังคมมุสลิมอย่าง “As Simple as That” และตามมาด้วยหนังอีกสองเรื่องที่มีแกนกลางของเรื่องเป็นผู้หญิงอย่าง “A Cube of Sugar” และ “Today” ก่อนที่จะเริ่มกลับมาสร้างสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่อีกครั้งในเรื่อง “Daughter” ที่สโคปภาพของลูกสาวในความสัมพันธ์ของครอบครัวมุสลิม ก่อนที่จะลงเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัวโดยโฟกัสผ่านความเป็นพ่อในหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่เรียกได้ว่าให้ผลลัพธ์ระดับมาสเตอร์คลาสใกล้เคียงผู้กำกับชั้นครู


ในหนังเรื่องล่าสุดเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครผู้เป็นพ่อ ที่มีคู่ชีวิตใหม่หลังจากเกิดเหตุการณ?ไม่คาดฝันในอดีต ทิ้งลูกชาย และลูกสาวให้อยู่กับอดีตภรรยา และตอนที่เริ่มเรื่องเริ่มจากช่วงที่อดีตภรรยาป่วยระยะสุดท้าย แล้วต้องไปรับลูกสาวกับลูกชาย ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาถูกดูแลด้วยอดีตภรรยา ซึ่งสร้างภาพของวิมานความฝันเกี่ยวกับพ่อเอาไว้ ซึ่งทำให้เขาในฐานะพ่อที่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อจะต้องสร้างสัมพันธ์กับลูกของเขาอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจ ความน่าสนใจของหนังแม้ว่ามันจะเดินเรื่องราวด้วยพล็อตเรื่องที่แทบจะจำเจ เป็นโร้ดมูฟวี่ที่ว่าด้วยการสานต่อความสัมพันธ์ที่ผุพังลงไป แต่ที่น่าสนใจในหนังของผู้กำกับเขาหลายต่อหลายเรื่องคือเทคนิคการเล่าเรื่อง และการป้อนข้อมูลที่จับจังหวะได้อย่างดี ไม่เปิดเผยข้อมูลบางเรื่องอย่างตรงไปตรงมา และอาศัยช่วงเวลาที่จะเปิดเผยข้อมูลในจังหวะที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแรงได้ พัฒนาการของเรื่องราวที่สะท้อนผ่านการเรียนรู้ความเป็นพ่อของหนังจึงค่อยๆก่อร่างสร้างตัวให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ในขณะที่หนังเองเริ่มประสานความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ และลูก ในอีกทางหนึ่งนั้นหนังเองก็ค่อยๆเปิดเผยอดีตของตัวละคร การกระทำของตัวละครที่ทำให้ผลรวมของเรื่องราวมันมีความรุนแรงของความรู้สึก แม้ว่าหนังเองทบจะคลี่คลายเรื่องตรงหน้าออกไปมากแล้ว แต่ในขณะเดียวกันหนังเองก็ซ่อนที่มาที่ไปของการกระทำที่ตัวละครเองตัดสินใจทำในอดีตไม่บอกกล่าวคนดู และทำให้ภาพของการกระทำเหล่านั้นมันกลายเป็นน้ำหนักของการสร้างอารมณ์มากกว่าเหตุผลของเรื่องราว ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ส่วนใหญ่จึงหนักแน่นไปด้วยพื้นของอารมณ์ที่แทบมองหามูลของความเป็นไปที่ตัดทอนความเป็นไปได้ให้ลดลงไม่ค่อยเจอนัก และมันสร้างพลังของความเป็นมนุษย์ออกมาอย่างมหาศาลที่เราในฐานะผู้สังเกตุการณ์ไม่มีวันที่จะเข้าใจนอกจากตัวของตัวละครเอง ซึ่งมวลความหนาแน่นเชิงอารมณ์ของตัวละครที่สะท้อนผ่านห้วงของเรื่องราวที่ผ่านไปก่อนที่จะระเบิดมาในช่วงท้ายเรื่องนั้นทรงพลังมากโดยที่ผู้ชมไม่จำเป็นต้องสัมผัสความเสียงดัง หรือความโกลาหลของเรื่องราวมากนักเหมือนหนังของผู้กำกับชั้นครูอิหร่านหลายคนที่ใช้วิธีการในลักษณะนี้ งานของผู้กำกับ “Reza Mirkarimi” เรื่องนี้ยอดเยี่ยมมาก และแน่นอนว่าต้องยกเครดิตสำคัญให้กับการวางไดอะล็อก วางไลน์เรื่องด้วยจังหวะที่ดีมาก และส่งพลังออกมาได้มากทีเดียว

Castle of Dreams เข้าฉายที่เทศกาลหนังเซียงไฮ้ ครั้งที่ 22 ในสาย Golden Goblet คว้าสามรางวัลใหญ่ของสายได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงชายยอดเยี่ยม

International Sales : IRIMAGE

by Sutiwat Samartkit

(07/07/19)

ไม่มีความคิดเห็น