Header Ads

Cannes 2019: Parasite | ในเกาหลี ฝนตกลงบนท้องฟ้า


PARASITE

(Bong Joon-ho)


Cannes Film Festival 2019 : Palme d'Or


ผู้กำกับยุคใหม่ของเกาหลีที่สามารถคว้ารางวัลปาล์มทองคำครั้งแรกให้กับประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกประเทศที่ 4 ที่สามารถคว้ารางวัลสูงสุดของสายประกวดไปครองได้หลังจาก ญี่ปุ่น, จีน และ ไทยที่เคยได้ครั้งแรกสุดเมื่อปี 1980, 1993 และ 2010 ตามลำดับ ไม่เพียงแต่การที่เป็นหนึ่งในประเทศเอเชียเพียงไม่กี่ประเทศที่คว้ารางวัลสูงสุดของเทศกาลไปครอง ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของการก้าวขึ้นมาของหนังที่มีรูปร่าง และวิธีการนำเสนอเอาใจคอบันเทิงทั่วไปที่สามารถคว้ารางวัลสูงสุดของเทศกาลได้ ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก และส่วนใหญ่จะเกิดกับหนังอเมริกันมากกว่า แม้ว่าในหลายปีที่ผ่านในสายประกวดของเทศกาลหนังเมืองคานส์จะมีหนังเกาหลีใต้สามารถสร้างคำวิจารณ์ที่ดีได้หลายเรื่อง บางครั้งกลายเป็นหนังสายประกวดที่คำวิจารณ์ดีที่สุดแต่ก็ไม่สามารถคว้รางวัลสำคัญได้อย่างเมื่อปีที่แล้วกับ “Burning” ของผู้กำกับลีชางดงผู้กำกับแถวหน้าของวงการภาพยนตร์สายรางวัลของเกาหลีใต้ก็ยังไม่สามารถคว้ารางวัลสำคัญในสายไปได้ แต่ปีนี้หนังอย่าง “Parasite” ของผู้กำกับดาวรุ่งของเกาหลีใต้ซึ่งมีวิธีการนำเสนอ ตลอดจนความชัดเจนของประเด็นในลักษณะเดียวกันที่มุ่งเข้าหาคนดูกลุ่มกว้าง และได้คำวิจารณ์ในสายประกวดที่ดีที่สุด สามารถคว้ารางวัลที่สูงที่สุดของเทศกาลไปครองได้ แม้ว่านี่จะเป็นการเข้าชิงรางวัลสายปาล์มทองคำเพียงครั้งที่สองของเขาก็ตามที และเป็นหนังเรื่องที่ห้าของเขาที่ได้ฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ถ้านับรวมหนังเรื่องแรกของเขาที่ฉายในสายคู่ขนานอย่าง “The Host” ด้วย


พูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้วหนังปาล์มทองคำเรื่องล่าสุดของเขานั้นแทบไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย เนื้อหา ตลอดจนวัตถุดิบหลักที่เขาเอามาใส่ในหนังของเขา ก็เป็นสิ่งที่มักพบเจอในหนังเรื่องก่อนๆของเขาได้ทั้งหมดอยู่แล้ว ไอเดียหลักของเรื่องที่พูดถึงการดิ้นรนทางชนชั้นที่ควบรวไปกับเรื่องทางประวัติศาสตร์ชาติ และสะท้อนภาพความสัมพันธ์เชิงวิพากษ์ต่ออเมริกา รวมไปถึงมรดกที่ตกเหลือจากยุคที่อเมริกาเข้ามามีอิทธิพลเหนือเกาหลีใต้ภายหลังการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะเรื่องความคิดความฝันแบบอเมริกัน เสรีนิยมอเมริกันนั้นดูเป็นภาพจำที่มักเห็นได้ในหนังเรื่องก่อนๆของเขาอยู่แล้วนับตั้งแต่หนังคอมเมดี้เรื่องแรกของเขาอย่าง “Barking Dogs Never Bite” ซึ่งคุณค่าของเนื้อหาในการสะท้อนภาพสังคมเกาหลีสมัยใหม่หลังสงครามนั้นเป็นภาพที่สะท้อนเรื่องราวในทิศทางที่คล้ายคลึงกัน จริงๆส่วนของการวิพากษ์สภาพสังคมที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้นั้นเป็นภาพที่มีองค์ประกอบที่ตกค้างของความเป็นอเมริกันที่หลอมหลวมกับภาพของความเชื่อ และวัฒนธรรมของเกาหลีในยุคราชวงศ์โชซอนที่เต็มไปด้วยปรัชญาขงจื่อ และการอ้าแขนรับวัฒนธรรมจีน การถูกท้าทายความเชื่อของขงจื่อหลายต่อหลายครั้งในความวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นในสมัยประวัตศาสตร์ของโชซอนที่เป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนที่ญี่ปุ่นจะเข้ามามีอิทธิพลเหนือคาบสมุทรเกาหลี และจับเชื้อราชวงศ์ไปพำนักอยู่ที่ญี่ปุ่นซึ่งทำให้สิ้นสุดจักรวรรดิเกาหลี ซึ่งโดยพฤติการณ์แล้วเทียบเคียงไม่ได้เลยกับจักรวรรดิญี่ปุ่น และจักรวรรดิชิงของจีน ดังนั้นจะเห็นว่าสังคมเกาหลีใต้ในปัจจุบันนั้นมีการผสมผสานที่ทั้งกลมกลืน และขัดแย้งกันของความคิดความเชื่อที่มีที่มาจากอิทธิพลหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความเชื่อจากลัทธิขงจื้อจากจีน ความเชื่อตามลัทธิทงฮักที่เกิดขึ้นในเกาหลีเองจากการที่ต่างชาติเริ่มรุกราน รวมไปถึงอิทธิพลจากญี่ปุ่นในช่วงอาณานิคมหลังจากชนะสงครามกับรัสเซีย และการเข้ามาของอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง รอยต่อในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 ความหลากหลายของปัญหาภายในเกาหลี และจากภายนอกทั้งจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา เองสร้างความซับซ้อนของโครงสร้างที่ยังสะท้อนความลักลั่น และมีการต่อสู้ของแนวคิดอนุรักษ์นิยม และเสรีนิยมที่ชวนปวดหัวเกิดขึ้นในเกาหลีใต้มาจนถึงปัจจุบัน


ไอเดียหลักของหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับยังเป็นปัญหาในเรื่องของชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีของอเมริกาที่เข้ามามีอิทธิพลค่อนข้างมากในระบบเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในปัจจุบัน จริงๆแล้วความสัมพันธ์ของตัวละครที่ถูกจัดวางในลักษณะของปรสิต และโฮสต์ในหนังเป็นสิ่งที่เห็นในหนังเรื่องก่อนๆของผู้กำกับอยู่แล้ว คือพอมันพูดถึงเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในทางหนึ่งมันก็สะท้อนภาพในลักษณะนี้ออกมาอยู่แล้ว ในขอบเขตคำจำกัดความของปริสิตวิทยานั้นมีแง่มุมที่น่าสนใจกับหนังเรื่องนี้อยู่บ้าง ในชนชั้นล่างในหนังภาวะของปรสิตมีความแตกต่างกันอยู่บ้างอย่างกรณีของการให้คำจำกัดความของ “Obligate parasite” ที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์อย่างเดียวเท่านั้น และ “Facultative parasite” ซึ่งสามารถใช้ชีวิตได้ทั้งกับโฮสต์ และอิสระ น่าสนใจที่ความแตกต่างของคนที่อยู่ในห้องใต้ดินของบ้าน และคนที่สามารถเดินออกไปใช้ชีวิตของตัวเองได้ภายนอกบ้าน ความน่าสนใจของสถานะที่เกิดขึ้นของปรสิตเหล่านี้ในระบบนิเวศที่ถูกสร้างขึ้นในสภาพสังคม และเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในปัจจุบัน ความเป็นทุนนิยม และเสรีนิยมที่เกิดขึ้นของโครงสร้างเศรษฐกิจสร้างภาวะของการดำรงชีพในรูปลักษณ์ของความสัมพันธ์แบบซิมไบโอซิสให้เกิดขึ้น มันผลักคนกลุ่มหนึ่งให้เป็นอยู่ในฐานล่างของพีระมิด สร้างลำดับขั้นที่ต่างกันออกไปในฐานะของปรสิตซึ่งอาจเพิ่มมุมมองของคำว่าปรสิตให้กว้างมากขึ้นได้เช่นเดียวกัน ในทางหนึ่งนั้นเราอาจจะมองว่าครอบครัวที่ยากจนมีฐานะของความเป็นปรสิต และครอบครัวที่รวยกว่ามีฐานะเป็นโฮสต์ แต่เมื่อขยายภาพที่กว้างมากขึ้น เราอาจพบว่าทุกคนในฐานะของประชาชนเกาหลีใต้นั้นอาจมีสถานะของความเป็นปรสิต แต่โฮสต์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะของเศรษฐกิจแบบเสรีที่ผลักดันคนให้กลายเป็นทาสในระบบการเงินในทุนนิยมที่ทำหน้าที่เหมือนเพียงเครื่องจักร และในอีกทางหนึ่งนั้นก็ต้องรักษาความเชื่อ หรือค่านิยมที่ยึดอิงกับประวัติศาสตร์ที่แสนวุ่นวายของเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อของลัทธิขงจื่อ และทงฮักที่มีอิทธิพลมากในสมัยราชวงศ์โชซอน ทุกคนกลายเป็นปรสิตของโครงสร้างทางสังคม และเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในยุคปัจจุบันที่กล้ายืนยันเลยว่าทุกคนในเรื่องนั้นไม่ได้ยืนอยู่บนยอดของพีระมิด โดยเฉพาะการหยิบจับเอาบ้านทรงตะวันตก และการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวเยอรมันในซีนสุดท้ายของเรื่อง มันจึงย้อนกลับไปถามว่าจริงๆแล้วอะไรคือเกาหลี อะไรที่เป็นของเขาจริงๆ อะไรคือโฮสต์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังนั้นล้วนแต่สะท้อนว่าทุกคนเป็นปรสิต แต่เป็นปรสิตที่มีความทุกข์ที่ต่างกัน มีลำดับขั้นที่ต่างกันออกไป ดูเหมือนทุกคนจะเป็นปรสิตที่ต้องอาศัยอยู่ในร่างของโฮสต์อย่างเดียวทั้งสิ้น


ซึ่งมันทำให้หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของปรสิตอย่างสมบูรณ์ ไม่ได้พูดถึงโฮสต์แต่ประการใด ที่นี้หนังเองเลือกที่จะส่องแว่นขยายเข้าไปในปรสิตสะท้อนลำดับชั้นของปรสิตที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าโดยประวัติศาสตร์ของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงรอยต่อในศตวรรษที่ 19 และ 20 ที่ทิ้งค่านิยม ความเชื่อ ตลอดจนวัฒนธรรมไว้ให้กับเกาหลีใต้สมัยใหม่ค่อนข้างมาก ภาพหนึ่งที่ชัดเจนค่อนข้างมากในการส่องดูภาพของปรสิตในหนังเรื่องนี้คือ ความสูงต่ำของสถานที่ และการหยิบเอาบันไดเข้ามาไว้ในเรื่อง จะเห็นว่าการเดินขึ้นลงบันไดของตัวละครนั้นมีความน่าสนใจในการนำเสนอภาพของการแบ่งสถานะของปรสิตชั้นล่าง และปรสิตชั้นบน การปฏิสัมพันธ์กันระหว่างปรสิตชั้นล่างในเรื่องนั้นตัวละครจะเดินลงบันไดเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินลงบันไดในห้องชั้นใต้ดินที่บ้านคนรวย หรือการเดินลงบันไดกลับบ้านของพวกเขาในวันที่ฝนตกเองก็ตาม ในขณะเดียวกันในช่วงที่มีการปฏิสัมพันธ์เรื่องราวกับปรสิตชั้นบน หรือคนรวยกว่าในเรื่องนั้น ตัวละครเองมักใช้ภาพของการเดินขึ้นบันได ซึ่งแน่นอนว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วมันนำเสนอภาพของความรู้สึกที่ยากลำบากมากกว่า ซึ่งสถานะที่หนังเองใช้ในการอธิบายความแตกต่างของปรสิตทั้งสองชั้นนั้นอีกประการหนึ่งนั้นคือการเลือกใช้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีนที่มีในตกหนัก ซึ่งให้ภาพที่ชัดเจนอย่างมาก น้ำฝนท้ายที่สุดแล้วมันจะไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ และมันจะไม่มีทางไปเมื่อเจอจุดต่ำสุด เอาเป็นว่าบ้านของตัวละครที่เป็นชนชั้นล่างนั้นอยู่ต่ำสุดขนาดที่ว่าน้ำไม่มีทางไป และของเสียที่ควรจะมีทางลงที่ต่ำกว่านี้พุ่งออกมาด้านบน มันคือความต่ำที่ไม่มีทางต่ำได้มากกว่านี้แล้ว นี่ยังไม่นับรวมฉากแรกของเรื่องราวที่นำเสนอภาพในระดับของสายตาที่อยู่พอดีในระดับของถนนด้วย หนังเรื่องนี้จึงให้ภาพของการปฏิสัมพันธ์ในเชิงเปรียบเทียบของคนในชั้นล่างสุด และในชั้นบนของชนชั้นปรสิตที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ จริงๆถ้าจะขยายความออกไปอีกจะเห็นว่าภาพของตัวละครที่ต่างสถานะกันในเรื่องนั้นเผชิญความเสี่ยงของชีวิตที่ต่างกันไป จะบอกว่าคนข้างบนไม่เผชิญความเสี่ยงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แต่คนข้างล่างนั้นอาจจะเจอความเสี่ยงที่บ่อยครั้งมากกว่า จนทำให้ราคาในแต่ละครั้งนั้นมันไม่แพงมากนัก เพราะจะเห็นว่าในซีนที่ตัวละครชั้นบนเจอกับความเสี่ยงนั้น มันกลายเป็นความเสี่ยงที่มีราคาที่ต้องจ่ายที่สูงมากทีเดียว เพราะในระบบทุนนิยมเสรีที่สร้างคนให้เป็นปรสิตนั้นมันทำให้คนพึ่งตัวเองไม่ได้ ถ้าจะพูดในลักษณะนี้ก็จะไปเข้าความเป็นอนุรักษ์นิยม และความเชื่อในลัทธิทงฮักมากเกินไปหน่อย แต่อย่างที่บอกภาพของสังคมเกาหลีใต้นั้นมีการผันเปลี่ยนที่รุนแรง และซับซ้อนมากกว่านั้น มันผสมผสานความอีรุงตุงนังทางประวัติศาสตร์เข้ามาเยอะ แต่ข้อยืนยันของตัวละครที่ว่าชีวิตของคนจนมันเต็มไปด้วยความเสี่ยงนั้นก็ยังเป็นจริงอยู่ ด้วยความถี่ที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถวางแผน และคาดเดาอะไรได้


ปัญหาของโครงสร้างทางสังคมที่สะท้อนรูปแบบของชนชั้นในเกาหลีใต้เป็นมรดกตกทอดมานานแล้ว ไม่ใช่ภายหลังการเข้ามาของเสรีนิยมของอเมริกา แต่มันสั่งสมหลักไมล์ที่ชัดเจนของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่มาตั้งแต่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งรากฐานความเชื่อของชนชั้นในราชวงศ์โชซอนที่รับเอาความเชื่อของขงจื่อเข้ามาอย่างเข้มข้น ซึ่งในจีนเองก็เป็นภาพของปัญหาที่คล้ายคลึงกัน แต่พอมันผสมวิธีของความเป็นเสรีนิยมเข้าไปมันเลยให้ภาพที่ซับซ้อนมากขึ้น ปรัชญาของขงจื่อทรงอิทธิพลมากในช่วงที่โชซอนมั่งคั่ง ก่อนถูกท้าทายด้วยความเชื่อสมัยใหม่จากโลกตะวันตกที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรโชซอนปิดประเทศช่วงเวลาเหล่านี้ถูกเรียกจากชาวตะวันตกว่าอาณาจักรฤาษี “The Hermit Kingdom” ความเข้มข้นของปรัชญาขงจื่อที่ถูกนำเข้ามาในโชซอนทำให้มีการแบ่งชนชั้นวรรณะที่ชัดเจนมาก ในชนชั้นที่สูงสุดอย่างยังบันผู้หญิงเองยังต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เวลาออกไปไหนต้องปิดหน้าปิดตา และที่สำคัญคือต้องเชื่อฟังสามี ในชนชั้นถัดลงมาอย่างจุงอิน ซึ่งแพทย์ที่เป็นผู้ชายจัดอยู่ในจำพวกนี้ ในขณะที่เมื่อเป็นผู้หญิงนั้นอยู่ในชนชั้นที่ต่ำสุดอย่างช็อนมิน ซึ่งผู้ชายมีโอกาสเลื่อนวรรณะได้เมื่อไปเกณฑ์ทหาร ขงจื่อเชื่อในลำดับชั้นของผู้ปกครองที่เข้มงวดค่อนข้างมาก จะเห็นว่าที่ใดที่ได้รับมรดกตกทอดทางความคิดของขงจื่อมานั้นความเป็นปิตาธิปไตยนั้นจะสูงมากยิ่งขึ้น แม้ว่าหลักการที่ถูกนับถืออย่างเคร่งครัดตรงนี้จะถูกเจือจางไปภายหลังการเข้ามาของจักรวรรดิญี่ปุ่นที่มีชัยชนะเหนือจีน และการเข้ามาของโลกเสรีอย่างอเมริกาที่เข้ามามีอิทธิพลหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม แต่ค่านิยมความเชื่อเรื่องผู้ชายเป็นใหญ่นั้นไม่ได้หายไป มันอาจเปลี่ยนรูปไปเท่านั้นเองการเข้ามาของทุนนิยมทำให้เกิดการประเมินค่าของแรงงาน และการให้ความสำคัญเรื่องของผลที่ได้ ความเชื่อดั้งเดิมที่ผู้หญิงทำหน้าที่ในการดูแลบ้าน และเลี้ยงลูกเป็นงานที่ไม่สามารถวัดค่าได้ทางเศรษฐกิจ มันเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่หล่อหลอมภาพของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ให้เกิดขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้เพศหญิงสามารถทำงานได้แล้ว แต่ความเชื่อในเรื่องของเพศ และการวัดเชิงผลิตผลผ่านเพศสภาพนั้นยังคงอยู่ซึ่งดูจะเป็นเหมือนกันทั่วทุกมุมโลก ซึ่งจริงๆการเดินเรื่องและบทสรุปของหนังเองก็เสียดสีประเด็นนี้อย่างชัดเจน หนังให้ภาพลักษณ์ของการเป็นช้างเท้าหน้าที่ดูไม่ได้เรื่องเสียเท่าไหร่ของเพศชายไม่ว่าจะเป็นคุณปาร์คที่เป็นคนรวยในเรื่องที่ดูไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการจัดการเหตุคับขัน หรือแม้กระทั่งพ่อหัวหน้าตระกูลคิมในเรื่องเองก็ดีที่ไม่มีแผนการในชีวิตเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็ดูจะไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกชายมากนัก


เพราะฉะนั้นภาพของชายเป็นใหญ่ในเรื่องจึงชัดเจนมาก การแทนภาพของตัวละครเป็นเหมือนพ่อ ทั้งชายในห้องใต้ดินที่เชื่อในตัวคุณปาร์คเหมือนเป็นตัวต้นแบบมีภาพลักษณ์ของความเป็นพ่อที่น่ายกย่องนับถือ (Father figure) จริงๆแล้วไม่รู้ว่าเป็นความจงใจของผู้กำกับหรือไม่ที่ดันเอาชื่อตัวละครที่อยู่ในห้องชั้นใต้ดินว่า “Geun-se” ที่ดันไปคล้ายคลึงกับ “Park Geun-hye” ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ และเป็นลูกสาวคนแรกกับภรรยาคนที่สองของประธานาธิบดีที่โดนข้อครหาเรื่องเผด็จการ ฉ้อราษฎร์บังหลวงเช่นเดียวกับกับลูกสาวของตัวเองของ “Park Chung-hee” ซึ่งในอีกแง่มุมหนึ่งนั้นก็ได้รับการยกย่องนับถือจากประชากรเกาหลีใต้จำนวนมากเช่นกัน เพราะการพลิกฟื้นเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่ถดถอยจากภาวะสงคราม การริเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ทำให้เกาหลีใต้เจริญขึ้น แม้ว่าจะประกาศเก็บภาษีด้วยการใช้กฎอัยการศึกก็ตาม เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบเรื่องของภาพลักษณ์ความเป็นพ่อในหนังจึงชัดเจนพอสมควร ซึ่งลูกสาวของคุณปาร์คจริงๆเองก็ยังใช้ชื่อว่า “Park Da-hye” ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นความจงใจในการเสียดสีการเมืองของเกาหลีใต้ หรือเป็นความบังเอิญที่ดันสอดคล้องกันมากไปหน่อยเท่านั้นเอง นี่ยังไม่นับความสงสัยในเรื่องของการที่หนังเองใช้ตัวละครฝ่ายคนชั้นล่างเป็นนามสกุลคิม ที่ดันไปสอดรับกับชื่อของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ถึงสองคนคือ “Kim Young-sam” ซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองที่สำคัญกับพักจุงฮี และ “Kim Dae-jung” ซึ่งมีบทบาทวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ “Yushin” ที่เพิ่มอำนาจให้ประธานาธิบดี และอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต ซึ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขานั้นต่อเนื่องไปจนถึงการสนับสนุนขบวนการนักศึกษาประชาธิปไตยในกวางจูซึ่งนำมาซึ่งการสังหารหมู่นองเลือดครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีนับตั้งแต่สงครามเกาหลี ความน่าสนใจอีกประการของตระกูลคิมทั้งสองก็คือ คนแรกที่ได้เป็นประธานาธิบดีก่อนนั้นมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เผด็จการอย่าง “Chun Doo-hwan” และ “Roh Tae-woo” และกรณีการสังหารหมู่ที่กวางจูขึ้นศาล และในกรณีของคิมแดจุงที่เป็นประธานาธิบดีคนถัดมานั้นเองก็ดำเนินนโยบายหลายอย่างไปทางซ้าย จนสถานทูตสหรัฐอเมริกาเคยขนานนามว่าเป็นประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายคนแรกของเกาหลีใต้


นอกจากนี้ความน่าสนใจของขั้วตรงข้ามของปาร์คจุงฮีอีกคนหนึ่งคือ “Kim Jae-gyu” ที่เป็นผู้อำนวยการข่าวกรองของเกาหลีใต้ได้ยิงสังหารปาร์คจุงฮีในความพยายามลอบสังหารครั้งที่สามได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยข้อครหาที่อ้างว่าเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ แต่ที่น่าสนใจคือมีความไม่ไว้ใจจากสหรัฐอเมริกาในสมัย “John F. Kennedy” ที่มองต่อการบริหารในระบอบเผด็จการของปาร์คจุงฮีที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นที่แนวความคิดของคอมมิวนิสต์เริ่มขยายอิทธิพลไปในหลายประเทศ เกิดความไม่ไว้ใจในการฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ของประธานาธิบดีปาร์คจุงฮีซึ่งก่อตั้งกระทรวงรวมชาติขึ้นในปี 1969 และมีการวางหลักการรวมชาติเอาไว้ชัดเจนหลังแถลงการณ์ร่วมกันในปี 1972 ซึ่งการสังหารในครั้งที่สามนั้นถูกมองว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาอยู่เบื้องหลัง ยิ่งไปกว่านั้นในกรณีของคิมแดจุงเองก็มีการใช้ “Sunshine Policy” ที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่มีต่อเกาหลีเหนือนั้นเป็นไปในทิศทางที่ดีในสมัยประธานาธิบดีของเกาหลีเหนือที่ชื่อ “Kim Jong-il” ซึ่งก็เป็นตระกูลคิมเหมือนกัน ซึ่งความน่าสนใจในระยะห่างของความสัมพันธ์ที่สองประธานาธิบดีคนสำคัญของเกาหลีใต้มีต่อเกาหลีเหนือ และสหรัฐถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว และสะท้อนเบื้องลึกเบื้องหลังที่สหรัฐอเมริกาเข้ามามีอิทธิพลต่อแวดวงการเมืองของเกาหลีใต้นับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงท้ายปีของคิมยองซัมที่ได้รับการผลักดันจากสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก และนำมาซึ่งการกู้ยืม IMF เข้ามากู้วิกฤติการณ์ทางการเงินเมื่อปี 1997 และต่อเนื่องมาถึงการดำเนินนโยบายอย่างเคร่งครัด และความสัมพันธ์ของคิมแดจุงกับประธานาธิบดีบิล คลินตัน ก็สะท้อนความสัมพันธ์ที่โดดเด่นกับสหรัฐในทางหนึ่งได้เช่นกัน ซึ่งการที่หนังเองเลือกชื่อของประธานาธิบดีที่โดดเด่นทั้งสองคนของประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ทั้ง ปาร์ค จุงฮี และ คิม แดจุง สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของสหรัฐที่ครอบงำเกาหลีใต้ได้อย่างเด่นชัด และแนวทางของความคิดทางซ้าย และขวาที่เป็นภาพแทนของประธานาธิบดีสองคนสำคัญของเกาหลีใต้ที่ทั้งหมดถูกครอบทับไว้ด้วยความคิด ความเชื่อ และอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อเกาหลีใต้อย่างมาก กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเมืองสมัยใหม่ในเกาหลีใต้จวบจนถึงปัจจุบัน และภาพของ “Father figure” ของเกาหลีใต้นั้นก็ยังถูกครอบทับด้วยภาพที่ใหญ่กว่าอย่างอิทธิพลของอเมริกาที่เข้ามาครอบครองอาณานิคมของเกาหลีใต้ยุคใหม่อย่างสมบูรณ์แล้ว ความเป็นเกาหลีใต้ยุคใหม่จึงอยู่ภายใต้ความเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา คนเกาหลีใต้ในหนังเรื่องนี้จึงใช้ชีวิตในฐานะปรสิตของความเชื่อ และค่านิยมของโลกเสรีอเมริกัน ที่เหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้าน และยกย่องเชิดชูโลกตะวันตก ไม่ได้ต่างจากภาพของประเทศไทยมากนัก


นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยต่อจากประเด็นเรื่องชื่อของตัวละครอีกตัวอย่าง “Moon-gwang” ตัวละครแม่บ้านในหนังเรื่องนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการเอาคำมารวมกันระหว่างประธานาธิบดีคนปัจจุบันของเกาหลีใต้อย่าง “Moon Jae-in” ซึ่งอย่างที่เห็นก็มีความพยายามในการรวมชาติกับเกาหลีเหนืออยู่บ้าง และ “Gwangju” หรือไม่ ซึ่งก็เป็นข้อที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งเขาเองเป็นประธานาธิบดีต่อจากปาร์คกึนเฮ ซึ่งเป็นลูกสาวของปาร์คจุงฮี ซึ่งในตอนที่เขาเป็นนักเรียนเขาเคยนำขบวนประท้วงปาร์คจุงฮีด้วย บทบาทของมุนแจอินก่อนเข้ามาเป็นประธานาธิบดีคือ การเป็นทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้รากเหง้าของเขายังถือเป็นลูกของผู้อพยพลี้ภัย โดยบิดาของเขาลี้ภัยมาจากเมืองฮัมฮึงซึ่งอยู่ในเกาหลีเหนือ และลี้ภัยมาเกาหลีใต้ ซึ่งเขาเองเกิดที่เกาหลีใต้ก่อนที่จะมาตั้งรกรากที่ปูซาน ซึ่งที่มาของตัวละครแม่บ้านในเรื่องเองก็แทบไม่ได้เห็นที่ไปที่มามากนักด้วยรู้เพียงการรับช่วงต่อของการดูแลบ้านหลังนี้เท่านั้นเอง และความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อชายที่หลบอยู่ในห้องใต้ดินที่ดันมีชื่อไปสอดคล้องกับอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนก่อน ซึ่งโดนคดีความเช่นเดียวกัน ชายในเรื่องเองก็หลบหนีหนี้และมาใช้ชีวิตใหม่ภายใต้ร่มเงาของคุณปาร์คในเรื่อง และที่น่าสนใจคือช่วงฉากจบของเรื่องที่ชายที่อยู่ในห้องใต้ดินทำเรื่องเรื่องหนึ่งที่เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่องซึ่งอาจสะท้อนว่าส่วนหนึ่งของบารมีที่สั่งสมมาของปาร์คจุงฮี ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเลือกเธอเป็นประธานาธิบดีเธอได้ทำลายมันป่นปี้จากการบริหารที่ฉ้อฉลของเธอหรือไม่ ซึ่งความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องชื่อ คาแร็คเตอร์ รวมถึงการกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ มันเหมือนเป็นหนังอีกเรื่องที่ตลกร้าย และล้อเลียนภาพความสัมพันธ์ของการเมืองในเกาหลีใต้ได้ชัดเจนพอสมควร ซึ่งที่น่าแปลกคือท่ามกลางความปิตาธิปไตยที่วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ การสร้างสถานะของแม่บ้านที่เป็นเพศหญิงแต่กลับมีอิทธิพลมากกว่าหญิงตัวอื่นของเรื่อง และค่อนข้างเป็นเอกเทศจากอำนาจชายมากกว่าตัวละครผู้หญิงตัวอื่น บทบาทของความเป็นแม่บ้านของตัวละครอาจเป็นภาพของการล้อเลียนประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนปัจจุบันคนนี้ก็เป็นได้ ซึ่งผ่านมาจะสองปีแล้วความโดดเด่นในอาชีพการเมืองหลังการเป็นประธานาธิบดีก็ดูจะยังไม่มีอะไรที่น่าจดจำมากเท่าไหร่นัก ทั้งเรื่องเด่นๆอย่างการประชุมสองเกาหลีที่ปาไปจะรอบที่สี่แล้วก็ยังไม่ถึงไหน การถอนทหารสหรัฐออกจากเกาหลีใต้ คดีฉาวในวงการบันเทิงเกาหลี หรือแม้แต่กรณีพิพาทกับญี่ปุ่นครั้งล่าสุด หรือแม้แต่ความแข็งขันต่อญี่ปุ่นกับเรื่องเก่าตอนสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ดูเหยาะแหยะเหลือเกิน เหมือนแม่บ้านที่ดูแลบ้าน แต่ดันแพ้ลูกพีชของขึ้นชื่อหน้าร้อนของเกาหลีเสียงั้น


ในเมื่อพูดถึงเรื่องอาณานิคมแล้ว ขอต่อเนื่องไปถึงสิ่งที่หนังใส่เข้ามา และสัมพันธ์กับความเป็นอเมริกันอย่างชัดเจนคือ เรื่องของอินเดียนแดง ซึ่งเคยถูกเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อราวปี 1622 ซึ่งในขณะนั้นในพื้นที่ของอเมริกาอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษซึ่งชื่อว่าเวอร์จีเนีย ดังนั้นฉากที่เป็นการสื่อความหมายถึงอินเดียนแดงหลายจุดไม่ว่าจะเป็นความชื่นชอบของของเล่น และการแต่งตัวเป็นอินเดียนแดงของทาซงลูกชายเองก็ดี ซึ่งคีย์ของตัวละครลูกชายที่สามารถสะท้อนความชื่นชอบอันเป็นพิเศษของผู้เป็นพ่อที่มากกว่าพี่สาวอย่างชัดเจน หรือแม้แต่ฉากในงานเลี้ยงวันเกิดที่มีการเล่นแต่งตัวเป็นอินเดียนแดงของผู้เป็นพ่อ ซึ่งความกระอักกระอ่วนของตัวละครชนชั้นล่างที่ดันต้องมาแต่งตัวเล่นในกิจกรรมที่ไม่ค่อยต้องการก็สะท้อนภาพของสถานะทางชนชั้นได้อย่างชัดเจน คนจนนั้นไม่ได้มีทางเลือกที่มากนักหรอก ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นเรื่องอาณานิคมก็เป็นสิ่งที่ขยายความในทำนองนามธรรมได้เหมือนกัน เอาตัวอย่างที่เราคุ้นชินมากที่สุดอย่างเรื่อง “ทวิภพ” ประโยคคลาสสิคของเรื่องที่พูดถึงความเป็นเมืองขึ้น และการยอยกชาติตะวันตก ภาพของคนเกาหลีใต้ที่เชิดชูความเป็นตะวันตกมากกว่าเป็นคนชาติเดียวกันฉายให้เห็นในหนังหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะหนังของผู้กำกับ “Hong Sang-soo” ที่มักมีประเด็นค่านิยมเหล่านี้ของคนเกาหลีใต้ที่สะท้อนออกมาในหนังหลายเรื่องของเขา ในหนังเรื่อง “Parasite” นี่ก็เช่นเดียวกัน ตัวละครที่เข้ามาสอนในบ้านของคนรวยอย่างตระกูลคิมทั้งลูกชาย และลูกสาวก็ใช้ชื่อที่มีรากภาษาทางตะวันตกทั้งคู่ ซึ่งมันกลายเป็นใบเบิกทางที่สำคัญที่ทำให้กระบวนการของการทำตัวเป็นปรสิตในบ้านของคนรวยนั้นเป็นไปได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น จริงๆแล้วการทำตัวให้เป็นชาวตะวันตกมากขึ้นช่วยยกสถานะของตัวเองได้พอสมควร ความน่าสนใจในประเด็นเรื่องอาณานิคม ชนพื้นเมืองอเมริกันอย่างอินเดียนแดงเดิมนั้นกระจายตัวอยู่ทั่วไปในทวีปอเมริกาเหนือ มีการปะทะของผู้ล่าอาณานิคมอยู่บ่อยครั้งในพื้นที่นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ และฝรั่งเศส แม้แต่ในพื้นที่ของเมืองอิลลินอยส์รัฐชิคาโก้เองก็ตาม ก่อนที่อังกฤษจะชนะสงครามไปในปี 1763 พื้นที่ตรงส่วนนี้ยังมีการต่อสู้ของชนพื้นเมืองกับชาวอเมริกันที่สำคัญในปี 1812 ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อสู้ที่ “Fort Dearborn” และนำมาซึ่งใช้ชนะของชนพื้นเมืองอเมริกันในช่วงที่อเมริกาประกาศสงครามกับเจ้าอาณานิคมเดิมอย่างอังกฤษ ซึ่งน่าสนใจว่าการที่ตัวละครลูกชายชนชั้นล่างจงใจปลอมเอกสารเป็นชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนั้น อาจต้องการพูดถึงการพยายามต่อสู้กับคนที่อำนาจมากกว่าเพื่อให้ได้ตามสัญญาอย่างในประวัติศาสตร์ก็จะเป็นเรื่องของเงิน กระสุน ปืน เหล้า อะไรทำนองนั้นมันอาจหมายถึงโลกของทุนนิยมในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นความฟุ้งเฟ้อที่ตัวละคร และชาวอินเดียนแดงหวังจะได้ดูไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตมากนักด้วยซ้ำ ในท้ายที่สุดหลังจากชัยชนะในครั้งนี้ ชนพื้นเมืองอเมริกันกลุ่มนี้ก็ดันตกลงไปอยู่กับฝ่ายอังกฤษเพื่อต่อสู้กับอเมริกา มันเหมือนภาพฉายของช่วงเวลาของเกาหลีใต้ที่หลุดจากการครอบครองของญี่ปุ่น เพื่ออ้าแขนรับการเป็นอาณานิคมในเชิงนามธรรมของอเมริกาต่อไป


ซึงเราอาจขยายประเด็นต่อไปได้ถึงภาพของตัวละครในงานวันเกิดที่ลูกสาวของคนชั้นล่างถือเค้กวันเกิด ความสัมพันธ์ในอดีตของตัวละครชายในห้องใต้ดินที่เคยไม่ประสบความสำเร็จจากการทำร้านเค้กคัสเคลลาโดนเจ้าหนี้ตามจนต้องหลบมาอยู่ในห้องใต้ดิน ความโหดร้ายของการเสียดสีความสุขของชนชั้นบน และความทุกข์ของชนชั้นล่างในฉากนี้เป็นอะไรที่เจ็บปวด นี่ยังไม่นับรวมชีวิตของตระกูลคิมที่ก็เคยผ่านการทำร้านขนมแล้วก็เจ๊งลงทำให้ครอบครัวต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เค้กในงานวันเกิดอาจเป็นความสุขเพียงชั่วครู่หลังวันฟ้าหม่น หลังจากที่ฝนโหมซัดกระหน่ำ และชีวิตหลังจากฝนของคนรวยก็ดูจะสว่างสดใส ในขณะที่ชีวิตของชนชั้นล่างนั้นไม่มีฟ้าที่สดใสให้เห็นเลย จริงๆการเปรียบเทียบภาพของชนชั้นบน และชนชั้นล่างหลังวันฝนตกแบบฉากต่อฉากนั้นก็ให้ภาพคอนทราสต์ที่ชัดเจนทีเดียว ย้อนกลับมาที่ประเด็นของการล่าอาณานิคม ประเด็นเรื่องของการใช้เค้กมาอธิบายเรื่องของอาณานิคมได้เหมือนกัน ซึ่งเค้กมีที่มาจากวัฒนธรรมของตะวันตก โดยเฉพาะโปรตุเกส ซึ่งอย่างในหนังใช้เรื่องของเค้กคัสเตลลาเข้ามา ซึ่งเข้าใจว่าคนเกาหลีน่าจะได้รับมาหลังจากช่วงที่เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ไม่รู้ว่าหนังเองต้องการขยายความไปถึงเรื่องของการที่เค้กคัสเตลลาเป็นขนมขึ้นชื่อของเมืองนางาซากิด้วยหรือไม่ ซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่าเป็นเมืองที่สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ชื่อว่า “Fat Man” ซึ่งรุนแรงมากกว่าอีกลูกนึงที่ลงที่ฮิโรชิมา ทำให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง และทำให้อิทธิพลของญี่ปุ่นที่ปกครองคาบสมุทรเกาหลีมานานหมดสิ้นไป คือด้วยความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ตรงนี้มันพอเห็นภาพของการเชื่อมโยงอยู่ส่วนตัวก็เลยไม่แน่ใจมากนักว่าผู้กำกับจะขยายขอบเขตไปได้มากแค่ไหน ซึ่งสิ่งที่แน่ๆคือหนังเองสะท้อนภาพของวัฒนธรรมของตะวันตกที่มีอิทธิพลเหมือนเป็นเจ้าอาณานิคมเกาหลีในเชิงวัตถุของโลกทุนนิยมในปัจจุบันอย่างชัดเจน ความเป็นตะวันตกผ่านเค้กของชีวิตชนชั้นบนนั้นเอาไว้เพียงเติมเต็มความสุขชั่วขณะหนึ่งของชีวิต แต่ในขณะที่ชีวิตของชนชั้นล่างนั้นมันกลับกลายเป็นชีวิตของเขาที่เขาเคยยึดเป็นอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ภาพของความแตกต่างของความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างปรสิตทางชนชั้นในสังคมเกาหลีใต้จึงขยายภาพออกมาชัดเจนมากๆ แม้แต่เรื่องเค้กก็ตาม


ย้อนกลับไปต่อประเด็นเรื่องของอินเดียนแดงในหนัง แน่นอนว่ามันเชื่อมโยงกับอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษอย่างที่ได้พูดไปก่อนหน้าบ้างแล้ว ทีนี้ขอโฟกัสมาที่เรื่องของอังกฤษผ่านเรื่องของลูกเสือที่หนังเองพูดถึง ลูกเสือถูกก่อตั้งโดย “Lord Baden Powell” ในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1907 สามปีก่อนที่ราชวงศ์โชซอนจะสิ้นสุดลง และเข้าสู่ยุคอาณานิคมของญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มแรกเดิมทีก็เกิดจากการรบในประเทศอาณานิคมของอังกฤษอย่างแอฟริกาใต้นั่นแหละ และขยายไอเดียต่อมาเป็นลูกเสือ ซึ่งแน่นอนว่าอิทธิพลของลูกเสือในเกาหลีใต้แพร่หลายหลังจากสิ้นสุดการปกครองของญี่ปุ่น นอกจากนี้การที่หนังเองใช้รหัสมอร์สที่สร้างโดยคนอเมริกันอย่าง “Samuel F.B. Morse” ในราวปี 1830 ซึ่งช่วงเวลานี้อาณาจักรโชซอนปิดประเทศตัดการสื่อสารกับโลกภายนอก โดยสื่อสารผ่านทางจีน และญี่ปุ่นเท่านั้น ความน่าสนใจของประเด็นนี้นอกจากเรื่องของการที่เป็นคนอเมริกัน และการเอาสิ่งที่ไม่มีความหมายอย่างจุดกับขีดมาทำให้เป็นสิ่งที่มีความหมายสามารถใช้ในการสื่อสารได้ ซึ่งด้วยความเป็นรัฐที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นรัฐในระบบใดก็ตาม หรือแม้แต่ทุนนิยมเสรีที่ได้รับมาจากอเมริกาเองก็ดีย่อมพยายามควบคุมสิ่งที่ไร้ความหมายให้ไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยระบบของความเป็นรัฐในทุกที่ทุกแห่งมักพยายามป้องกันสิ่งที่ไร้ความหมายไม่ให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเอาความไร้ความหมายมาสร้างความหมายแบบรหัสมอร์สจึงวิพากษ์เสียดสีประเด็นนี้ได้น่าสนใจพอสมควร แต่สิ่งอื่นที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ แนวทางของผู้คิดค้นรหัสมอร์สที่มีแนวความคิดสนับสนุนการมีทาสของอเมริกาอย่างเปิดเผย และชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ดันไปสอดรับกับตัวละครในหนังที่เป็นคนใช้รหัสมอร์สในการสื่อสารอีก ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งอยู่ในฐานะเสมือนทาส ซึ่งอาจจะเป็นทาสในระบบทุนนิยม ทาสในระบบกฎหมายที่รัฐสร้างขึ้นเพื่อควบคุมเองก็ตาม ประเด็นเรื่องทาสจึงเป็นการสะท้อนภาพของอาณานิคมได้อย่างชัดเจน มาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็ไม่รู้เลยว่าอะไรคือความเป็นเกาหลีที่บริสุทธิ์ชัดเจนบ้าง เหมือนกับสิ่งที่พูดไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ และข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ที่เกาหลีมักตกอยุ่ใต้อาณานิคมของประเทศอื่นๆตลอดเวลา แม้ในปัจจบันที่เป็นประเทศเอกราชแล้วก็ยังตกอยู่ภายใต้นามธรรมของค่านิยมยกย่องตะวันตก


เมื่อพูดถึงเรื่องของอาณานิคมแล้วคงไม่พูดถึงญี่ปุ่นคงไม่ได้ ก่อนหน้านี้ก่อนการก่อตั้งราชวงศ์โชซอนนั้น อาณาจักรในคาบสมุทรเกาหลีรบกับจักรวรรดิจีนอยู่เนืองๆ ภายหลังจากการโค่นล้มราชวงศ์โกเรียวลงในปี 1392 และหลังจากนั้นถัดมาอีกสองปีได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองซองโด ไปที่เมืองฮันยาง ซึ่งก็คือกรุงโซลในปัจจุบัน ความน่าสนใจของการก่อตั้งราชวงศ์โชซอนขึ้นอยู่ภายใต้ข้อครหาที่ว่าถูกสนับสนุนจากราชวงศ์หมิงของจีน นักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสงสัยกันว่าเมื่อครั้งที่ “อี ซอกงกเย” นำทัพไปต้านกองทัพจีน และทำให้สงครามครั้งนั้นยุติลงได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้นจึงมีการยึดอำนาจจากกษัตริย์ได้ และตั้งตัวเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ชื่อว่า “แทโจ” ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างจีน และเกาหลีในสมัยโชซอนนั้นแน่นแฟ้นมาก ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง และเปิดแขนรับอิทธิพลในเชิงความเชื่อ และวัฒนธรรมจากจีนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการวางผังเมืองฮันยาง และพระราชวังเกียงบอกที่ก็รับแบบมาจากกรุงนานกิงของจีน นี่ยังไม่รวมถึงความเชื่อของลัทธิขงจื่อที่ถือว่าเข้มข้นมากในสมัยโชซอน และกลายเป็นรากฐานของความเชื่อในสังคมเกาหลีมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะผสมด้วยความเชื่อของตะวันตกที่เข้ามาในช่วงหลังก็ตามที ภายใต้อิทธิพลของจีนที่ครอบคลุมเกาหลี การเข้ามาบุกครั้งแรกของญี่ปุ่นในปี 1592 ได้รับความช่วยเหลือจากจีนจนต้านทานการบุกรุกของญี่ปุ่นได้สำเร็จ ในการบุกเกาหลีครั้งที่สองของญี่ปุ่นในปี  1596 โดยการนำของ “Toyotomi Hideyoshi” ในยุคที่อำนาจการปกครองของญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ที่จักรพรรดิ หรือโชกุน ซึ่งบุกยึกครองตอนใต้ของเกาหลีจนเกือบประชิดเมืองฮันยาง ซึ่งในช่วงสงครามนั้นฮิเดโยชิเกิดเสียชีวิตกระทันหันจนทัพญี่ปุ่นต้องเลิกไปในที่สุด เนื่องจากส่วนหนึ่งของความวุ่นวายของการเมืองภายในของญี่ปุ่นเอง หลังจากช่วงเวลานั้นกลางศตวรรษที่ 17 ราชวงศ์หมิงล่มสลาย และถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ชิง ซึ่งมาจากพวกแมนจูเรีย ซึ่งมักปะทะตามแนวชายแดนทางเหนือกับเกาหลีมาก่อนเป็นประจำ ในช่วงเวลาเหล่านี้นั่นเองที่ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามาติดต่อกับเกาหลี ชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาบุกและแสดงแสนยานุภาพต่อเกาหลีนั่นคือฝรั่งเศส จากความไม่พอใจที่มีการจับกุม และประหารมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่ ซึ่งเราก็เห็นเศษส่วนของความเป็นฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาก็ทำในแบบเดียวกันเพื่อแสดงแสนยานุภาพ และเข้ามากดดันเพื่อเอาผลประโยชน์ ย้อนกลับมาที่ญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามาอีกครั้งในสมัยเมจิที่ถือว่าแข็งแกร่งมากๆ ชัยชนะของสงครามระหว่างจีน และญี่ปุ่นในปี 1894 และสงครามระหว่างจีน และรัสเซียในปี 1904 ซึ่งเป็นผลที่ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้ายึดเกาหลี และสิ้นสุดราชวงศ์โชซอนในปี 1910 ความเกลียดชังที่คนเกาหลีมีต่อคนญี่ปุ่นถูกเสียดสีในหนังเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดโต๊ะเลียนวิธีการรบของญี่ปุ่นในงานเลี้ยงวันเกิด สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลของความเกลียดชังที่หยั่งลึก เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ช่วงปลายราชวงศ์โชซอนที่สายลับญี่ปุ่นบุกพระราชวังเคียงบอกกุงเข้าไปสังหารราชินีมินอย่างโหดร้ายทารุณ นี่ยังไม่นับการกดขี่ในช่วงอาณานิคมของญี่ปุ่นในราวปี 1910 จนถึงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง จะเห็นว่าในช่วงเวลานับตั้งแต่ปลายสมัยโชซอน จนถึงสงครามเย็นเกาหลีอยู่ภายใต้การรุกรานของการพยายามเอาเป็นอาณานิคมจากหลายชาติทั้ง จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และรัสเซียอยู่ตลอด


ภาพของการเย้ยหยันของแม่บ้านที่มีต่อเกาหลีเหนือในหนังเรื่องนี้สะท้อนปัญหาจากเส้นขนานที่ 38 ได้อย่างดี ภายหลังสิ้นสุดการยึดครองของญี่ปุ่นหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน เข้ามาในเกาหลีขั้วอำนาจของโลกแบ่งออกเป็นสองขั้ว เกิดสงครามเกาหลีก่อนที่ประเทศจะแบ่งออกเป็นเกาหลีเหนือ และใต้ เราเห็นชัดเจนในหนังถึงทัศนคติความคิดของคนเกาหลีใต้ส่วนมากที่มีต่อเกาหลีเหนือในหนัง การล้อเลียนเย้ยหยันในความแตกต่างที่ไม่สามารถเข้ากันได้ มีนโยบายของเกาหลีใต้หลายประธานาธิบดีที่พูดถึงการรวมชาติ แต่ดูเหมือนว่าด้วยความแตกต่างที่มากเกินไป รวมกับการเมืองต่างประเทศที่เข้ามามีอิทธิพล ซึ่งแน่นอนรวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดของคนสองชาติที่โดยเฉพาะในหนังที่พูดถึงความคิดของคนเกาหลีใต้ที่มีต่อเกาหลีเหนือในแง่ลบ ห้องใต้ดินที่ถูกสร้างขึ้นไว้เพื่อหลบภัยจากเกาหลีเหนือ ถูกใช้เป็นที่ซ่อนตัวของคนที่หลบหนีเจ้าหนี้ ซึ่งกลายเป็นเหมือนพวกหลบหนีความถูกต้องของกฎหมาย ภาพในแง่ลบที่เกาหลีใต้ใต่อเกาหลีเหนือในระดับผู้คนนั้นอยู่ในระดับเดียวกับคนทำผิดกฎหมาย คนนอกกฎหมาย ซึ่งความซ้อนทับของความหมายสองส่วนตรงนี้สะท้อนว่าการรวมชาติของสองเกาหลีนั้นดูเป็นวาทกรรมทางการเมือง เป็นแค่ความฝันอันสวยหรูที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เส้นขนานที่สามสิบแปด อาจเป็นภาพมโนที่ทำให้เกิดการปักปันเขตแดนในปันมุนจอมที่เคยแบ่งเขตแดนกับตามเส้นละติจูดซึ่งก็เป็นสิ่งสมมติขึ้นมาในการแบ่งโซนโลกเป็นส่วนต่างๆ ความชัดเจนของไอเดียในการใช้เส้นละติจูดแบ่งปันเขตพรมแดนก่อนเกิดสงครามเกาหลีดูเป็นเส้นตรงที่ชัดเจน แต่หลังจากสงครามไปแล้วนั้น ซึ่งจริงๆแล้วสงครามเกาหลียังไม่ได้ยุติ เพียงแต่พักรบกันชั่วคราวแต่เป็นการพักรบที่กินเวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษเท่านั้นเอง เส้นแดนที่แบ่งใหม่มีสภาพไม่เป็นเส้นตรง และไม่ได้ขนานกับแนวละติจูดที่สามสิบแปดอีกต่อไป กลายเป็นพรมแดนที่ถูกกำหนดทางกายภาพจากสงคราม ไม่ใช่พรมแดนสมมติที่ว่าด้วยหลักการแนวคิดของข้อตกลงขีดขึ้นมา ภาพของเกาหลีเหนือกลายเป็นสิ่งอื่นไปแล้วสำหรับเกาหลีใต้ และการรวมชาติเป็นความฝันที่ต่างกันของคนสองชนชั้นในหนัง ในชนชั้นบนนั้นอาจเป็นหลักการความคิดที่ดูมีความสำคัญที่จะเสียดสีเกาหลีเหนือ รวมไปถึงญี่ปุ่น ชีวิตของพวกเขาถูกเติมเต็มแล้วจึงทำให้หลักการ การเมือง ปรัชญา หรือศิลปะนั้นมีความหมาย แม้แต่คนที่อยู่ในวงจร หรือประสงค์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอย่างแม่บ้านก็ทำให้สิ่งเหล่านี้ดูมีความหมายเพื่อยกระดับตัวเอง แต่ในขณะที่ชนชั้นล่างที่แร้นแค้นนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งไม่มีความหมาย สิ่งจับต้องได้ที่มีความหมายสำหรับพวกเขา เหมือนหินที่ตัวละครลูกชายของชนชั้นล่างแทบจะถือเอาไว้ตลอดเวลา สำหรับคนรวยนั้นมันเป็นภาพของศักดิ์ศรีจากการทำเพื่อชาติ เป็นภาพของงานศิลป์ที่มีคุณค่า แต่สำหรับคนจนนั้นมันเป็นเพียงเครื่องรางนำโชคที่หวังว่าจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น ไม่มีความหมายอื่นใดไปมากกว่านี้ การเมืองของชนชั้นบน หรือพวกที่พยายามทำตัวเป็นชนชั้นบนเป็นเรื่องของหลักการ แต่ในขณะที่การเมืองสำหรับชนชั้นล่างนั้นเป็นเรื่องของปากท้อง


ความแตกต่างทางชนชั้นที่หนังได้สร้างขึ้นผ่านภาพเชิงสัญลักษณ์ในมุมมองความคิดความเชื่อที่ต่างกันออกไปของชนชั้นล่าง และชนชั้นบนที่อยู่ในระบอบปรสิตที่ถ่ายทอดมรดกมาตั้งแต่สมัยโชซอนทั้งอิทธิพลของจีน ญี่ปุ่น และโลกยุคใหม่จากเสรีนิยมอเมริกา มุมมองของความแตกต่างในปัจจุบันที่อิงความเชื่อในระบบการเงิน ระบบการค้าเสรีที่กำหนดสถานะทางชนชั้นของคนขึ้น ในขณะที่ความเชื่อเก่าที่ฝังหัวของคนผ่านรุ่นสู่รุ่นมากนานอย่างเช่น ลัทธิขงจื่อ ฉายภาพความแตกต่างที่คล้ายคลึงกันของระบบครอบครัวการเติมเต็มในชีวิตผ่านสิ่งที่จับต้องได้ของโลกทุนนิยมของคนรวยนั้น ทำให้สิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างเรื่อง “ผี” ในหนังมีความหมาย สิ่งเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงหลักการความคิด ปรัชญา และศิลปะนั้นถูกแทนสัญลักษณ์ทางความเชื่อ ผีในเรื่องกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ที่ให้โชค ในทางกลับกันนั้นชนชั้นล่างมองหาความมั่นคงจากสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า เพราะชีวิตเขายังไม่ถูกเติมเต็มทางกายภาพสะท้อนผ่านภาพของความสำคัญของก้อนหินในเรื่องได้อย่างชัดเจน ความจับต้องได้ของเขามีค่ามากกว่าการที่ไม่มีอะไรยึดเลย เหมือนการควานหาเหรียญของผู้เป็นพ่อ และบุหรี่ที่เอามาสูบโดยนั่งอยู่บนโถส้วมที่มีสิ่งปฏิกูลพุ่งขึ้นมาก็สะท้อนภาพของการเหนี่ยวรั้งสิ่งที่จับต้องได้เช่นกัน ค่าของการให้ความหมายในความเหลื่อมล้ำของชนชั้นสองชนชั้นในระบบทุนนิยมปัจจุบันที่อิงโครงสร้างดั้งเดิมของเกาหลีที่ถูกขัดเกลาผ่านยุคสมัยจึงแตกต่างกัน ไม่ต้องย้อนภาพความตลกร้ายของความเหลื่อมล้ำไปไกลมากนัก อาหารอย่างจาปากูรีที่เป็นอาหารฮิตจากกระแสของสื่อสมัยใหม่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นอาหารที่เข้าถึงได้ไม่ยากสำหรับคนยากจนด้วยบะหมีกึ่งสำเร็จรูป แต่ปรากฎว่าแม่ของชนชั้นล่างในหนังกลับไม่รู้วิธีการทำ หนำซ้ำชนชั้นบนกลับเลือกเนื้อราคาแพงใส่ลงในอาหาร ซึ่งดูลักลั่นตลกร้ายไม่เบาทีเดียว สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นภาพที่ถูกฝังอยู่ภายในจิตใต้สำนึก และจิตในขณะรับรู้ของชนชั้นที่ต่างกันได้อย่างชัดเจน เรื่องของสภาวะทางจิตใจในหนังถูกสะท้อนผ่านภาพของเซ็กซ์ที่เกิดขึ้นบนโซฟาที่คนเป็นพ่อแม่จ้องมองลูกชายคนเล็กที่ยังไม่ประสีประสามากเท่าไหร่นักอยู่ในซุ้มอินเดียนแดงในวันที่ฝนตก ในทางหนึ่งมันสะท้อยการสำเร็จความใครต่อประเด็นความชื่นชมในความเกี่ยวโยงกับเรื่องอินเดียนแดงที่สะท้อนไปถึงความเป็นอเมริกา และตะวันตกได้เช่นกัน ในขณะที่ภาพของเซ็กซ์ที่เกิดขึ้นภายนอกโดยที่ยังใส่เสื้อผ้านั้นอาจว่าด้วยเรื่องของหลักการความคิดก็ได้เช่นเดียวกันที่ชนชั้นบนมักมองว่าสิ่งน้ำสำคัญ และช่วยยกระดับทางจิตใจ ในขณะเดียวกับสิ่งต่ำตมอย่างการลองยา หรือกลิ่นของคนจนในความคิดของพวกเขานั้นเป็นเหมือนภาพแฟนตาซีที่ทำให้พวกเขาสุขสมเท่านั้นเอง ความเติมเต็มทางกายภาพในชีวิตประจำวันของพวกเขานั้นทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นภาพของจินตนาการที่ทำให้ยกระดับของพวกเขาไปอีกขั้นเท่านั้นเอง ความขาดที่ต่างกันทำให้การเติมเต็มนั้นต่างกันออกไป และมันสะท้อนผ่านกระบวนการการดิ้นรนที่ต่างกันในชนชั้นที่ต่างกันทั้งสองด้วย หินโดยทางกายภาพแล้วมันหนัก แต่มันก็ทำให้มือของเราไม่ว่างเปล่า ถ้ามันไม่มีประโยชน์เรื่องโชคลาง อย่างน้อยก็ใช้มันเป็นเครื่องมือที่ทำให้โชคเกิดขึ้นกับตัวเองก็ยังดี


หนังเรื่องนี้ของผู้กำกับที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำครั้งล่าสุดจึงเป็นความทะเยอทะยานของการหยิบเอาวัตถุดิบที่สะท้อนความเป็นชาติเกาหลีใต้มาใส่ได้อย่างครบเครื่อง และมีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างมาก การปะทะกันของความคิดอนุรักษ์นิยม และเสรีนิยม, ความเชื่อดั้งเดิม และความเขื่อในโลกทุนนิยมเสรี, ภาพแทนโลกของประธานาธิบดีปาร์คจุงฮี และประธานาธิบดีคิมแดจุง และการสะท้อนมุมมองที่หลากหลายเชิงความสัมพันธ์ในประวัติศาสตร์ของเกาหลี นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสังคมของเกาหลีใต้ชิ้นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเรียกว่าความหลากหลายที่ผันผวนรุนแรงก็ได้ นับตั้งแต่ปลายราชวงศ์โชซอนที่ทิ้งมรดกชิ้นสำคัญเอาไว้มากมาย และดูเหมือนว่าระบบความเชื่อเรื่องชนชั้นที่เคยแข็งแกร่งที่ว่าภาพของยังบัน ที่ห่างจากชนชั้นซ็อนมินมากเท่าไหร่ ภาพของจุดต่ำสุด และสูงสุดของชนชั้นความเหลื่อมล้ำในระบบทุนนิยมนั้นก็ให้ภาพที่ไม่ได้ต่างกันมากนัก ครอบครัวตระกูลคิมนั้นอาจจะต้องใช้เวลาที่มากกว่าช่วงอายุขัยของราชวงศ์โชซอนเพื่อที่จะมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะเข้าไปอยู่อาศัยเป็นโฮสต์ในบ้านหลังนั้นก็เป็นได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้วหนังก็นำเสนอภาพว่าจริงๆแล้วโลกของคนเกาหลีนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เราถูกกลืนกินด้วยวัฒนธรรมความเชื่อของตะวันตกจนหมดสิ้นแล้วหรือไม่ ภาพของคนเยอรมันที่ยืนรัมประตูใสในช่วงสุดท้ายสะท้อนภาพของอาณานิคมในรูปแบบหนึ่งได้อย่างชัดเจนทีเดียว และอย่าลืมว่าในสงครามโลกครั้งที่สองเยอรมันก็เป็นหุ้นส่วนสำคัญกับญี่ปุ่นด้วย หนังเรื่องนี้ถือเป็นงานชั้นเยี่ยมที่ผสมผสานความเข้มข้นทั้งในเชิงสารคดี และบันเทิงคดีที่เสียดสีเอาไว้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว

Parasite เข้าฉายที่เทศกาลหนังคานส์ ครั้งที่ 72 ในสาย Palme d'Or คว้ารางวัลสูงสุดของสายอย่าง Palme d'Or

International Sales : CJ Entertainment

by Sutiwat Samartkit
(07/08/2019)

ไม่มีความคิดเห็น