Header Ads

Hugby Ban Bak review | ความฝันของความไร้เดียงสา


HUGBY BAN BAK

(Bin Bunluerit)


ผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” หวนกลับมากำกับหนังที่โฟกัสเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กอีกครั้งหลังจากห่างหายไปกว่าห้าปี ซึ่งไปจับงานเกี่ยวกับตลกบ้าง เกี่ยวกับหนังแอคชั่นผู้ใหญ่อิงประวัติศาสตร์บ้าง ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่นัก แม้จะเริ่มกำกับภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี 2538 กับ “มนต์รักเพลงลูกทุ่ง” แต่ภาพที่เป็นที่จดจำของเขาในปัจจุบันในฐานะผู้กำกับเห็นจะเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่ง “ช้างเพื่อนแก้ว” ดูจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เขาสร้างความน่าจดจำเกี่ยวกับเด็กเอาไว้ สิ่งที่ตีกระแสของความใส่ซื่อของเด็กในต่างจังหวัดให้ออกมามีพลัง และกลายๆว่าจะกลายเป็นลายเซ็นต์ของเขาไปกลายๆแล้วคือ การหยิบจับหนังเรื่อง “ปัญญา เรณู” เมื่อแปดปีก่อน ซึ่งส่งผลให้ตัวนักแสดงเด็กในเรื่อง รวมถึงตัวหนังเองอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคน และเป็นหนังชีวิตของเด็กที่พูดภาษาอีสานเป็นส่วนใหญ่ที่มักจะหยิบยกมาพูดถึงเวลาพูดถึงประเด็นเหล่านี้ ซึ่งความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ทำให้มีการต่อยอดเป็นเรื่องราวไตรภาคเลยก็ว่าได้ ซึ่งทิศทางของหนัง ความใส่ซื่อตรงไปตรงมาของเรื่องราวชีวิตของเด็กอีสานชนบทนั้นดูจะค่อยๆมลายหายไปในภาคหลังอย่างชัดเจน ด้วยความประดิษฐ์ที่เริ่มมากขึ้นจนเกินงามนั้นเอง ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ลงตัว และการใส่โลกของผู้ใหญ่มากเกินไปไหนซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหนังเรื่องถัดมาอย่าง “กรรไกร ไข่ ผ้าไหม” ซึ่งไม่น่าภิรมย์มากนัก แต่ยังโชคดีที่หนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับสามารถดึงส่วนที่เคยหายไปเหล่านั้นกลับมาได้พอสมควร


หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของทีมรักบี้ของโรงเรียนบ้านบาก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อราวสามปีก่อนที่กลายเป็นข่าวดังไปทั้วประเทศ เมื่อโรงเรียนชนบทของอีสานที่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันมากนัก แถมยังเป็นลูกหลานชาวนา โรงเรียนเล็กที่ไม่มีงบประมาณ และเด็กเองก็พึ่งที่จะรู้จักรักบี้มาไม่นาน สามารถเข้าสู่การเข้าชิงชนะเลิศในดิวิชั่นสองของการแข่งขันระดับประเทศ เอาชนะตัวเต็งในกรุงเทพฯได้ เรื่องราวพล็อตแบบนี้อาจเป็นพล็อตที่สูตรสำเร็จของหนังแนวเด็กต่างจังหวัด เด็กชายขอบที่ถูกทิ้งต้องมาต่อสู้ฟาดฟัน และสร้างชื่อเสียงในพื้นที่ที่อยู่ในอาณานิคมของชนชั้นกลางที่อยู่กับห่วงโซ่ของความเจริญ แน่นอนว่าพื้นฐานประการหนึ่งของมุมมองต่อสิ่งเหล่านี้เป็นมุมมองที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าจากสภาพแวดล้อม หรือการเรียนรู้ที่แตกต่างกันทำให้เกิดการมองระดับของคนที่ต่างกัน ซึ่งก็ไม่ได้ถือเป็นสิ่งที่แปลกไปจากภาพความจริงมากนัก และเราจะเห็นมุมมองในลักษณะแบบนี้บ่อยไม่น้อยกับหนังที่ถูกมองผ่านความเชื่อของคนที่โตมาในพื้นที่ของชนชั้นกลางที่ถูกปลูกฝังภาพแบบหนึ่งในหัวซึ่งเป็นเหมือนกันหมดในทั่วทุกที่มุมโลกไม่เว้นแม้แต่หนังฮอลีวู้ดที่เอามาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งส่วนของความคิดเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากมรดกของยุคอาณานิคมก็ว่าได้ ซึ่งย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่ประการใด และมันเป็นมุมมองหนึ่งของชีวิตคนที่ยากที่จะทำให้เป็นชีวิต และมุมมองแบบอุดิมคติได้เสียทีเดียว และหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในหนังจำนวนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังเองมีตัวเปรียบเทียบที่ชัดเจนอยู่ในหนังให้เราเห็นด้วย ต่างจากหนังที่นำเสนอชีวิตถิ่นอีสานหลายเรื่องที่สร้างโลกเฉพาะอยู่ในกรอบที่แทบไม่ได้สร้างการปฏิสัมพันธ์กับภายนอกนัก


ประเด็นปัญหาที่ยังคงพบเจอในหนังของผู้กำกับ และเขียนบทด้วยในหนังส่วนใหญ่ของเขานั้นเห็นจะเป็นเรื่องของบทภาพยนตร์ที่ขาดความรัดกุม และเข้มข้นมากเพียงพอจะสะท้อนเบื้องหลัง และเรื่องราวของตัวละคร การขาดความหนักแน่นของที่มาที่ไปของเรื่องราว และเบื้องหลังของตัวละครเห็นจะเป็นปัญหาของเขาในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ยิ่งพบว่าหนังเรื่องนั้นนำเสนอส่วนของเรื่องราวที่มากขึ้น มีตัวละครหลายตัวที่ถูกขับเน้นเรื่องราวมากขึ้น มันยิ่งสร้างความอ่อนแอให้กับการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างมากยิ่งขึ้น การพยายามสร้างภูมิหลังของตัวละครที่พัฒนามิติของเรื่องราวที่ไม่ได้ส่งผลต่อการดำเนินของตัวเรื่องมากนักอาจให้พื้นที่ของความไม่จำเป็นในหนังที่มากเกินไปด้วยซ้ำ จริงๆแล้วในหนังลักษณะแบบนี้มักจะมีส่วนของเรื่องราวหลักที่แบ่งเป็นสองส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่โฟกัสกับการดิ้นรนเพื่อแข่งขัน และส่วนของเรื่องราวที่เป็นเบื้องหลังของตัวละคร ซึ่งในที่นี้มีทั้งตัวละครเด็ก และผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโค้ชที่ทำหน้าที่ในการฝึกสอนในเรื่อง ซึ่งการโฟกัสที่หลากส่วนและไม่สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจ หรือแง่มุมเชิงอารมณ์ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ได้ดีมากเพียงพอ กลายเป็นว่าหนังเหมือนหยิบตัวละครเป็นภาพในหนังสือที่เหี่ยวแห้ง และไร้ความรู้สึก ซึ่งปัญหาประการหนึ่งนั้นเกิดจากการที่หนังเองไม่ได้สร้างจังหวะของการเปลี่ยนผ่านเรื่องราวที่มีไดนามิกมากเพียงพอด้วย แต่สิ่งที่หนังเองแข็งแรงมาก และแข็งแรงในหนังของผู้กำกับมาตลอดคือ ความจริงใจในการนำเสนอภาพของตัวละครเด็กที่เต็มไปด้วยความใสซื่อไร้เดียงสา ซึ่งเป็นพลังที่สำคัญของหนังเรื่องนี้อย่างชัดเจนทีเดียว

หนังฉายในโรงภาพยนตร์ไทยตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562
International Sales : M Pictures

by Sutiwat Samartkit
(30/08/19)

ไม่มีความคิดเห็น