Header Ads

Karlovy Vary 2019: The Father | รักของพ่อในสะเก็ดแผลของคอมมิวนิสต์


THE FATHER

(Kristina Grozeva / Petar Valchanov)


Karlovy Vary Film Festival 2019 : Crystal Globe - Best Film


ในปี 1941 ราชอาณาจักรบัลแกเรียเซ็นสัญญาเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง แนวหน้าของสงครามเต็มไปด้วยผู้คนที่มีความคิดหลากหลายทั้งคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม และเสรีนิยม ก่อนการเข้ามาของกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตในไม่กี่ปีหลังจากนั้นและบีบให้ประเทศนี้เปลี่ยนพันธมิตรในสงคราม และตามมาด้วยการรัฐประหารที่เปลี่ยนประเทศเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ตามมาด้วยการเช็คบิลกลุ่มการเมืองที่เคยสนับสนุนนาซี และสถาบันกษัตริย์ก็ล่มสลายลงจาผลการลงประชามติอย่างท่วมท้น ในยุคสงครามเย็นประเทศบัลแกเรียเป็นมิตรที่สำคัญของสหภาพโซเวียต ในช่วงเวลานั้นในสภาพที่ประเทศเข้าสู่คอมมิวนิสต์อย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ศาสนา และความเชื่อนอกรีดต่างๆกลายเป็นสิ่งต้องห้าม อิทธิพลทางการเมืองในการปราบปรามขั้วการเมืองฝั่งตรงข้ามโดยเฉพาะลัทธิฟาสซิสต์ อิทธิพลของสหภาพโซเวียต และยูโกสลาเวีย การอยู่ท่ามกลางปัญหาข้อขัดแย้งของมหาอำนาจทั้งสอง การเกิดวิกฤติหนี้สิน และปัญหาทางเศรษฐกิจรวมถึงการประท้วงต่อต้านที่เกิดขึ้นภายในประเทศทำให้ความเป็นรัฐคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลงเมื่อราวสามสิบปีก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังเป็นภาพที่เห็นอยู่ในสังคมของบัลแกเรียที่มีความคิดหลากหลายทางการเมือง บาดแผลของสิ่งที่ตกค้างที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งในหนังเองสะท้อนผ่านดราม่าของความสัมพันธ์ในครอบครัว และรายละเอียดของเหตุการณ์ที่หนังใส่เข้ามาอย่างแนบเนียนและเต็มไปด้วยชั้นเชิงของการสำรวจบาดแผลที่ตกค้างเหล่านั้นที่สะท้อนผ่านภาพของความสัมพันธ์โดยนัยได้อย่างน่าสนใจ


ความแตกต่างที่ถูกวางเอาไว้อย่างจงใจในรายละเอียดของหนัง ตั้งแต่เรื่องของยุคสมัยของพ่อ และลูกที่ต่างกันอย่างชัดเจน การประสบความสำเร็จของลูกในการทำงานด้านสื่อที่ผลิตโฆษณาในยุคของทุนนิยมที่คนเองมีโอกาสเข้าถึงการสื่อสารมากยิ่งขึ้น มีโอกาสแสดงและเฉิดฉายในทางที่เป็นตัวเองได้ม่ากยิ่งขึ้น การเอาแม่เข้ามาถ่ายโฆษณาที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาดราม่าความสัมพันธ์ในหนัง เมื่อเทียบกับยุคสมัยของพ่อที่ต่างกันออกไปภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ ซึ่งหนังเองก็พูดถึงบทบาทของแม่ที่มีต่อการแสดงละครในยุคนั้นด้วย เพราะฉะนั้นการเอามาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างตรงนี้จึงน่าสนใจค่อนข้างมาก ความน่าสนใจที่ฉาบหลังของภาพสังคมและการเมืองอีกประการหนึ่งที่เด่นชัดมากในหนังเรื่องนี้นั่นก็คือ การพูดถึงความเชื่อความศรัทธาที่ต่างกันระหว่างพ่อ และลูก อย่างที่บอกไปแล้วว่ากฎเกณฑ์ของความเชื่อความศรัทธาในยุคของคอมมิวนิสต์นั้นแทบเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ต่างจากในยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน แต่มุมมองที่ต่างกันระหว่างพ่อ และลูกต่อเรื่องดังกล่าวมันก็สะท้อนภาพให้เห็นถึงช่องว่างที่ชวนเศร้าอยู่ไม่น้อยทีเดียว ในเมื่อปราศจากศาสนาแล้ว ในยุคเวลานั้นก็ไม่รู้ว่าคนเราจะจัดการกับความเศร้าได้อย่างไหร่ ถ้าจะให้เชื่อในเพียงตัวผู้นำ หรือตัวระบบมันก็ดูแห้งแล้งกับชีวิตของมนุษย์มากเกินไป ภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ที่ถูกฉาบหลังถูกวางไว้อยู่ในบรรยากาศของความเศร้าของการลาจากที่อิงกับสัญลักษณ์ หรือภาพพื้นหลังในเรื่องของศาสนาคริสต์อย่างชัดเจน เราจะเห็นรายละเอียดของความจงใจในการเอาสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเข้ามาจัดวางเอาไว้อย่างจงใจ และค่อนไปทางความเชื่อมโยงกับความตายด้วย เพราะฉะนั้นภาพของความซึมเศร้า เศร้าสร้อยเหล่านี้มันจึงเป็นเหมือนตัวกลางที่จับการอารมณ์ สถานการณ์ และความเคลื่อนไหวของตัวละครได้อย่างโดดเด่น


ลำดับชั้นของการเล่าเรื่องที่เล่นกับความศรัทธา และไว้เนื้อเชื่อใจของหนังที่ตัวละครเองมีต่อกันในเรื่องมีความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เราจะเห็นว่าพัฒนาการของผู้กำกับเมื่อนับจากหนังแจ้งเกิดของเขาและเธออย่าง “The Lesson” และหนังที่ส่งผลให้พวกเขาดังเป็นพลุแตกกับหนังตัวแทนเข้าชิงรางวัลออสการ์ของประเทศอย่าง “Glory” หนังเล่านี้มีโครงสร้าง และลักษณะหัวใจของการเล่าประเด็นความสัมพันธ์ที่สะท้อนภาพของความซับซ้อนในจิตใจของมนุษย์ที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างชัดเจน โดยหนังเหล่านี้ของพวกเขายังไม่ลืมที่จะเกี่ยวพันกับภาพของสังคม และการเมืองเอาไว้อย่างชัดเจนด้วย เพราะฉะนั้นสถานการณ์ของการโกหกในหนังจึงเป็นหมุดหมายของภาพสะท้อนที่สำคัญประการหนึ่งที่หนังเองสร้างขึ้นมาวิพากษ์ลำดับขั้นของสภาพจิตใจของตัวละคร ซึ่งมันเกิดขึ้นกับตัวละครทุกตัว ไม่เว้นแม้แต่ตัวละครอย่างพ่อ และแม่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ตัวละครทำมองโดยผิวเผินแล้วมันอาจเหมือนการค้นหารหัสลับที่มองไกลออกไปจากตัวเอง แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือการมุ่งสำรวจตัวเองมากกว่า การหยิบเอาความผิดปกติของบางสิ่งในหนังเข้ามาใส่อย่างจงใจ เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจไม่น้อย คือสิ่งเหล่านี้มันมีรายละเอียดยิบย่อยที่ทำให้สภาพการของหนังมีความไม่เถรตรง มีความซับซ้อนของความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจอยู่ อย่างรองเท้าของตัวละครลูกชาย อุกกาบาตในป่า เป็นต้น สถานที่ที่ตัวละครเดินทางไปหาผู้นำลัทธิทางจิตวิญญาณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพิพิธภัณฑ์ของการปฏิวัติแห่งชาติ ซึ่งความผิดเพี้ยนอย่างจงใจ และการสะท้อนความหมายเบื้องหลังของการเมืองและการเปลี่ยนแปลงมันสร้างเส้นเรื่องที่วิพากษ์การเปลี่ยนผ่านของสังคมการเมืองที่กินเวลาไม่ไม่ถึงสามทศวรรษ


นอกจากบรรยากาศของความเศร้าที่ปกคลุมในหนังแล้ว ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งนั่นก็คือการสร้างบรรยากาศลึกลับที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ การหยิบเอาความประหลาดชวนสนเท่ห์ การสื่อสารกับคนตาย การที่ตัวละครผลักตัวเองเข้าไปในความอิหลักอิเหลื่อของความจริง มันเปิดกระดานของพื้นที่การสำรวจเลเยอร์ของความจริงขึ้นมาใหม่อย่างน่าสนใจ และทำให้พื้นที่ของการสำรวจความสัมพันธ์ของตัวละครสองตัวภายหลังการสูญเสีย สามารถสร้างความต่อเนื่องที่พิลึกพิลั่นระหว่างประเด็นในมุมมองความสัมพันธ์เชิงปัจเจก และมุมมองที่ให้ภาพมหภาพของความสัมพันธ์ในเชิงการเปลี่ยนผ่านของสังคมและการเมืองในบัลแกเรีย แน่นอนว่าการวิพากษ์ภาพของการเมืองในปัจจุบันของบัลแกเรียมักจะปรากฎภาพให้เห็นในหนังของพวกเขาอยู่เสมอ สิ่งที่โดดเด่นประการหนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่เหมือนเป็นหัวใจในหนังเรื่องนี้ของสองผู้กำกับคือ นโยบายรัฐที่ปฏิบัติต่อคนแก่ ที่ส่งผลต่อชีวิตในบั้นปลายของพวกเขาในประเทศนี้ ซึ่งในรายละเอียดข้อเท็จจริงนั้นก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร แต่ภาพที่หนังเองนำเสนอนั้นมันมีความหดหู่ของชะตากรรมมที่ตัวละครต้องเผชิญอยู่ไม่น้อยทีเดียว มันทำลายความหวัง ความสุข หรืออะไรก็ตามแต่ในทางสว่างของชีวิตของคนชราในประเทศนี้ไปเยอะพอสมควร แม้ว่าประเทศนี้จะเปลี่ยนเป็นระบบที่อิงกลไกระบบการเงินมากยิ่งขึ้น ทุกคนมีเสรีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้คนโดยเฉพาะในวัยชรากลับถูกทิ้งเอาไว้โดดเดี่ยวให้ค้นหาความหวังกันตามลำพัง แม้ว่าสิ่งที่หนังเดินเรื่องมาตลอดทั้งเรื่องจะเหวี่ยงตัวเองออกไปสำรวจสิ่งที่อยู่ไกลจากตัวมนุษย์ของเรา มองหาความซับซ้อนที่ไม่ถูกแก้ไขให้ดีขึ้นในข้อเท็จจริง แต่การสื่อสารในห้วงสุดท้ายกลับดึงเรากลับมาก้มมองที่ปลายเท่าของเราในจุดที่เรายืน และมุ่งสำรวจตัวเราเอง สำรวจความเป็นพ่อ ความสัมพันธ์ที่ไม่อิงกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่มั่นคงและแปรปรวน ค้นเข้าไปหาพื้นฐานของหัวใจของมนุษย์ ซึ่งการเล่าเรื่องที่ชัดเจน เฉียบคม และแข็งแรงที่พวกเขาพัฒนาตัวเองได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆจากหนังเรื่องก่อน พาเราดำดิ่งความทรงพลังของอารมณ์ในช่วงสุดท้ายของหนังออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมทรงพลัง

The Father เข้าฉายที่เทศกาลหนังการ์โลวี วารี ครั้งที่ 54  ชนะรางวัลหนังยอดเยี่ยม Grand Prix จากสายประกวดหลักของเทศกาล Crystal Globe

International Sales : Wide Management

by Sutiwat Samartkit
(27/08/2019)

ไม่มีความคิดเห็น