Header Ads

Midsommar review | ความนอกรีตในผืนดินอาณานิคมนอกรีต


MIDSOMMAR

(Ari Aster)




“...The dead among the white man forget their birthplace when they leave to walk among the stars. Our dead never forget this beautiful earth because she is the red man’s mother. We are part of the earth and she is part of us. The scented flowers are our sisters: the horned beasts, the horse and the majestic eagle are our brothers. The fields, the warm body of the foal and man, all belong to the same family. Thus when the Great Chief in Washington sends word that he wishes to buy our lands, he is asking for a great deal…
บางส่วนของถ้อยคำในจดหมายของหัวหน้าซีแอตเทิลแห่งเผ่าซูความิสซ์ที่กล่าวตอบ "ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียร์ซ" ที่บังคับขอซื้อดินแดนจากอินเดียนแดงในปี 1854

หลังจากเรือ Mayflower แล่นมาจากอังกฤษและจอดเทียบท่าที่บริเวณพลีมัธอย่างไม่เต็มใจเนื่องจากไม่ใช่เป้าหมายซึ่งคืออาณานิคมเจมส์ทาวน์ที่ห่างลงไปทางตอนใต้เมื่อ 21 ธันวาคม ปี 1620 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอเมริกา และเป็นฝันร้ายของชาวพื้นเมืองอินเดียนแดง ย้อนกลับไปห้วงเวลาก่อนหน้านี้ ชาวพิวริตัน ซึ่งเป็นกลุ่มคนศรัทธาในนิกายโปรเตสแตนท์แบบอิงเกิลแคน ซึ่งลี้ภัยทางศาสนาจากอังกฤษหลังช่วงที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความวุ่นวายทางการเมือง และศาสนาที่มีการเปลี่ยนกลับไปกลับมาจากกษัตริย์ที่ปกครองระหว่างโรมันคาทิลิก และแองเกิลแคน การขึ้นครองบัลลังก์ของกษัตริย์เจมส์ที่ 1 ที่เปลี่ยนกลับไปนับถือคาทอลิก และมีการปราบปรามฝั่งตรงข้ามอย่างหนัก ทำให้กลุ่มพิวริตันจำนวนหนึ่งตัดสินใจย้ายไปตั้งรกรากในดัตซ์ ซึ่งเปิดเสรีทางความคิด และความเชื่อมากกว่า หลังจากเกิดสงครามแปดสิบปีระหว่างดัตซ์ และสเปนในการปกครองของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ซึ่งกวาดล้างชาวโปรเตสแตนท์จำนวนมาก อีกทั้งความกังวลว่าลูกหลานของพวกพิวริตันจะหลงลืมรากเหง้าของความเป็นอังกฤษจึงตัดสินใจโยกย้ายอีกครั้ง ซึ่งการที่จะกลับไปอังกฤษก็คงไม่ปลอดภัยต่อความคิดความเชื่อที่แตกต่าง จึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปอาณานิคมเจมส์ทาวน์ แต่เป้าหมายก็ไปไม่ถึงทั้งเรื่องพายุ โรคระบาด รวมไปถึงความอ่อนแรงของผู้โดยสาร อีกทั้งหน้าหนาวก็เริ่มมาเยือนในไม่ช้าทั้งหมดจึงตัดสินใจตั้งรกรากที่บริเวณพลีมัธ และสร้างอาณานิคมแห่งที่สองของจักรวรรดิอังกฤษขึ้น ซึ่งรุ่งเรือง และขยายอาณาเขตออกไป ทำให้เกิดเป็นประเทศอเมริกาเกิดขึ้น จากพวกนอกรีตที่เดินทางระหกระเหินมาตั้งรกรากใหม่ในดินแดนของพวกอินเดียนแดง ตักตวง และขยายอิทธิพลเหนือพื้นที่เดิมของอินเดียนแดงจนกลายเป็นพวกกลุ่มใหญ่มีอำนาจ มองอินเดียนแดงที่มีความเชื่อ และวัฒนธรรมที่ต่างออกไปจากตนเป็นพวกนอกรีต ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะมาถึงของเรือ Mayflower ซึ่งเหมือนชื่อของราชนีดอกไม้ฤดูร้อนในหนังเรื่องนี้ มีผู้อพยพหลงเหลือเพียงห้าสิบเอ็ดคนเท่านั้น การเจริญสัมพันธไม่ตรีกับหัวหน้าชาวอินเดียนแดงในแถบนั้นทำให้พวกอาณานิคมมีอาหารกิน ปลูกผักสร้างบ้านเรือนก่อตั้งอาณานิคมได้ แต่ด้วยความเชื่อที่ต่างกัน ที่เชื่อในเรื่องของการจับจองผืนดินเป็นของตัวเอง ซึ่งต่างจากความเชื่อเดิมของอินเดียนแดงซึ่งเชื่อในการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ ทำให้เกิดข้อพิพาทจนเกิดเป็นสงครามที่ผู้ล่าอาณานิคมที่มีเทคโนโลยี มีความรู้ที่มากกว่า สังหารหมู่ชาวอินเดียนแดงบนผืนดินบรรพบุรุษของชาวอินเดียนแดง และสถาปนารัฐ รวมถึงความเชื่อขึ้นใหม่ จับพวกชนพื้นเมืองเดิมให้มาเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ของตัวเอง จำกัดความพวกชนพื้นเมืองเป็นพวกป่าเถื่อนนอกรีต และกำหนดให้อยู่ในพื้นที่ทุรกันดารในเขตสงวนของพวกอินเดียนแดงที่คนขาวไม่สนใจ การวิพากษ์ความนอกรีตในความนอกรีต และความไม่นอกรีตของหนังจึงมีความน่าสนใจอย่างมาก


จริงๆแล้วถ้าย้อนกลับไปในเรื่องราวที่ไกลกว่านั้นก่อนการมาถึงของศาสนาคริสต์ ทั้งสัญลักษณ์ต่างๆที่หนังใส่เข้ามาอย่างจงใจ ไม่ว่าจะเป็นเสาที่เหมือนไม้กางเขน ภาพของวงดอกไม้ที่สวมศรีษะ หรืออะไรก็ตามที่เหมือนสัญลักษณ์ทางศาสนา ซึ่งครั้งหนึ่งพระเยซูเองก็เคยเป็นพวกนอกรีตมาก่อนด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นการเอามาผสมผสานกับทรงสามเหลี่ยมของบ้าน รวมไปถึงอักษรรูนที่เป็นภาพแทนของเวทมนต์ความเชื่อทางไสยศาสตร์ยุคดึกดำบรรพ์ที่ถูกผสมผสานเข้ามาให้เป็นรสกลมกล่อมที่ชวนประหลาดมันก็ทำให้หนังเองมีความน่าสนใจมากขึ้น ยิ่งกว่านี้การจงใจในการเอาชื่อตัวละครเป็น “มายา”, “เมย์” และ “คริสเตียน” ในหนังเรื่องนี้ ชัดเจนมากทีเดียวกับการเชื่อมโยงเรื่องของไบเบิ้ลกับการกำเนิดของบุตรคนแรกที่จะนำมาซึ่งการถือกำเนิดของศาสนาคริสต์ที่ในช่วงเวลานั้นถูกตราหน้าเป็นพวกนอกรีต ความน่าสนใจกับประเด็นนี้ยิ่งกว่านั้นคือ เรื่องของเซ็กซ์ และการเป็นพรมจรรย์ ส่วนตัวมองว่าการจัดวางความแปลกประหลาดที่มีความตรงข้ามของหนังเอาไว้หลายส่วน ซึ่งขออธิบายต่อไปข้างหน้า ทีนี้ขอท้าวความไปก่อนหน้าที่ชาวพิวริตันซึ่งเป็นชาวอังกฤษจะอพยพย้ายถิ่นฐานไปตั้งอาณานิคมในอเมริกา หรือก่อนที่การเดินเรือทางทะเลของยุโรปหลังสงครามครูเสด ชนเผ่าไวกิ้งชนเผ่านักรบที่ยิ่งใหญ่เคยแล่นเรือไปยังเอมริกาทั้งบริเวณกรีนแลนด์ และแคนาดาในปัจจุบัน อีกส่วนหนึ่งแล่นเรือไปยังบริเวณที่เป็นเกาะอังกฤษ และไอร์แลนด์ราวปี 700 ซึ่งตั้งอาณานิคมขึ้นที่นั้น ก่อนหน้าราชวงศ์แรกของอังกฤษอย่างเวสเซ็กซ์จะขึ้นเถลิงราชย์ปกครองอังกฤษในปี 871 ซึ่งชาวไวกิ้งเคยเข้ามาสู้รบกับชนพื้นเมืองบนเกาะอังกฤษ และไอร์แลนด์ และสถาปนาอาณาจักรไวกิ้งขึ้นที่เมืองดับลินในปัจจุบัน ซึ่งมันทำให้เราย้อนกลับไปหารากของการเคลื่อนไหวของผู้คนที่เข้ามาสร้างอาณานิคม และเคยสังหารชนพื้นถิ่น เคยกวาดล้างศาสนา แม้แต่ในอังกฤษช่วงที่ไวกิ้งเข้ามาใหม่ๆก็ยังสังหารบาทหลวง และเผาโบสถ์จำนวนมาก แม้ว่าในท้ายที่สุดจะเข้ารีตเป็นชาวคริสต์ก็ตาม พอเราย้อนกลับไปถึงบริเวณสแกนดอเนเวีย ซึ่งถือเป็นรากของการเคลื่อนย้าย การเป็นเจ้าอาณานิคม การกำหนดความนอกรีต หรือไม่นอกรีตที่เป็นห่วงโซ่ต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ของการล่าอาณานิคม ซึ่งนอกจากพื้นที่แถบนี้ยังจะใช้เป็นโลเคชั่นท้องเรื่องแล้ว ซึ่งก็คือ สวีเดน (แม้หนังจะไปถ่ายที่ฮังการีก็ตาม) หนังยังจงใจใส่หนังสือที่รวมกลอนตำนานชาวนอร์สอย่าง Poetic Edda หรือ Elder Edda ซึ่งคนละอันกันกับ Prose Edda ที่แต่งโดย “Snorri Sturluson” ในช่วงปี 1220 ซึ่งหนังสือที่ตัวละครในเรื่องถือนั้นยังไม่ชัดเจนในช่วงเวลาที่แต่ง และผู้แต่ง แต่ Edda มักเชื่อมโยงกับเรื่องทางศาสนาของสแกนดิเนเวีย และชนเผ่าเจอร์แมนิก


ซึ่งจากการเชื่อมโยงเข้าไปหาผู้ล่าอาณานิคมในอดีต ที่เป็นเหมือนจุดกำเนิดของปัจจุบัน แต่หนังเองใช้ภาพเปรียบเทียบในลักษณะกลับหัว ซึ่งค่านิยม ความเชื่อ และศาสนาถูกกำหนดโดยประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศอาณานิคมอย่างอเมริกา และอังกฤษ ต้องเดินทางไปในพื้นที่ของลัทธิประหลาดที่มีฐานอยู่ในสแกนดิเนเวีย  และความเชื่อส่วนหนึ่งของคนที่อาจถูกสร้างขึ้นภายหลังคือภาพของชาวไวกิ้งที่เป็นพวกป่าเถื่อนกระหายเลือด จริงๆมันก็ย้อนกลับไปสะท้อนภาพที่ว่าผู้ชนะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ เพียงแต่อินเดียนแดงนั้นไม่ใช่ผู้ชนะในประวัติศาสตร์ ถ้าชาวอังกฤษไม่สามารถขับไล่ชาวไวกิ้งออกไปได้ และสถาปนาอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาได้ ภาพของอังกฤษอาจกลายเป็นพวกป่าเถื่อนในตำนานของไวกิ้งบ้างก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่หนังเรื่องนี้เองเซ็ตขึ้นมา มันเลยเหมือนภาพของการเสียดสีล้อเลียน ความเป็นเจ้าอาณานิคม ความนอกรีตในความนอกรีตได้อย่างเจ็บแสบ ครั้งหนึ่งที่ชาวอังกฤษไปสร้างอาณานิคมพลีมัธบนดินแดนของอินเดียนแดง และขยายอำนาจอาณาเขตออกไป พยายามบังคับให้อินเดียนแดงละทิ้งความเชื่อของตัวเอง และมาเข้ารีตนำถือศาสนาคริสต์ การเต้นรำกลายเป็นสิ่งต้องห้าม วัฒนธรรมประเพณีปฏิบัติที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้จึงเหมือนการยั่วล้อสิ่งที่ผู้ดีอังกฤษที่คิดว่าตัวเองเป็นชนชาติที่สูงเป็นพวกอารยันต้องมาพบประสบกับชะตากรรมในหนังเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้นภาพของการตั้งโต๊ะกลางแจ้งรับประทานอาหาร อาจให้ภาพที่ใกล้เคียงกับจุดเริ่มต้นของวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในอาณานิคมพลีมัธหลังจากผู้อพยพพิลกริมส์ที่เรียกตัวเองว่านักบุญลงจากเรือ Mayflower ด้วยสภาพภูมิอากาศ และภูมิประเทศที่ต่างจากบ้านเกิดอย่างสิ้นเชิง เมื่ออินเดียนแดงคนหนึ่งที่ชื่อ สควอนโต ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกจับไปค้าทาสในยุโรปได้เข้ามาสอนการปลูกข้าวโพด และข้าวสาลี ซึ่งทำให้พวกเขารอดจากการอดตายไปได้ (จริงๆที่อินเดียนแดงคนนี้เข้ามาเพราะหัวหน้าอินเดียนแดงอย่างแมซซาซอยต์ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มแวมพาโนค ที่ปกครองเผ่าอินเดียนแดงอื่นๆบริเวณนั้น สาเหตุลึกๆประการหนึ่งที่ตัดสินใจเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ชาวยุโรป เคยเข้ามาย่ำยี สังหาร และจับอินเดียนแดงไปค้าทาสจำนวนมาก เป็นเพราะเหตุผลทางการเมืองที่ต้องคานอำนาจกับหัวหน้าเผ่าอื่นๆที่ไม่สนับสนุนให้เจริญสัมพันธไม่ตรีกับคนผิวขาวอย่างแรงกล้า) ซึ่งเมื่อข้าวโพด และข้าวสาลีเจริญได้ดีก็ได้มีการเฉลิมฉลองการรอดตายครั้งนี้ของชาวอาณานิคม และเชิญอินเดียนแดงเข้ามาร่วมงานด้วย นั่นจึงถือเป็นวันขอบคุณพระเจ้าครั้งแรก ซึ่งมีรากมาจากการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยวในอังกฤษ


จริงๆแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในลัทธิในดินแดนอาทิตย์เที่ยงคืนนั้นเป็นความล้าหลัง และป่าเถื่อนในสายตาของคนที่กำหนดคำว่าอารยะขึ้นมา รวมไปถึงเรื่องของความเชื่อของธรรมชาติด้วยที่เน้นการให้คุณค่ากับคนมากกว่าเรื่องของธรรมชาติ ความตายจึงเป็นสิ่งต้องห้ามถ้ายังไม่ถึงอายุขัยที่ควร ข้อกำหนดแบบนี้ถูกขัดเกลาจากเจ้าอาณานิคมที่กำหนดว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี อะไรที่เป็นความศิวิไลซ์ อะไรที่เป็นความป่าเถื่อนล้าหลัง จริงๆภาพที่เกิดขึ้นในลัทธินี้อาจเป็นภาพที่ปกติในยุคที่อินเดียนแดง หรือชาวไวกิ้งมีอยู่ก็ได้ จริงๆแล้วประวัติศาสตร์ของชาวอินเดียนแดงย้อนกลับไปเก่าแก่มากกว่านั้น จากการอพยพมาจากเอเชียผ่านช่องแคบแบริ่งในช่วงยุคหินเก่า หรือประมาณสองหมื่นกว่าปีก่อน ความเชื่อของอินเดียนแดงเรื่องการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ การเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเป็นพื้นฐานที่ใช้ในการดำรงชีวิต ที่ต่างออกไปจากผู้ล่าอาณานิคมที่มองในเรื่องของการครอบครอง และธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากรเท่านั้น ความเชื่อของอินเดียนแดงถึงสิ่งที่คิดว่าร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเห็นได้จากคำพูดของผู้นำซีแอตเทิลในตอนที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะมาบังคับขอซื้อดินแดนของชาวอินเดียนแดง ซึ่งคนอินเดียนแดงไม่ได้เชื่อเรื่องพรมแดนมากนัก จริงๆเรื่องของพรมแดนในหนังเองก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะมันเองไม่ได้สร้างพรมแดนให้เราเห็นชัดเจนว่าจุดตัดอยู่ที่เขตแดนใด ซึ่งต่างจากความเชื่อของผู้ล่าอาณานิคมที่กำหนดความชัดเจนตรงนี้ขึ้นมา ซึ่งน่าสนใจว่าถ้าเราไม่ผ่านยุคล่าอาณานิคมขึ้นมา เราอาจจะไม่ได้มีเส้นแบ่งของการกำหนดพรมแดนประเทศที่ชัดเจนขนาดนี้ก็เป็นได้ ซึ่งการย้อนกลับกึ่งเสียดสีของความพริมีทีฟของหนังเรื่องนี้มันสอดรับกับหน้าของตัวละครนำของเรื่องที่ไม่รู้จะเป็นอารมรืเศร้า สุข หรือกระอักกระอ่วนดี และภาพหน้าแสดงอารมร์ของตัวละครในหนังเรื่องนี้มันฉายภาพที่ชัดเจน และในทางหนึ่งหนังเองก็เหมือนจะเสียดสีโลกในอดุมคติของความเชื่อใดๆก็ตามที่ให้คุณค่าของคนทุกคนว่าควรเท่ากันด้วย แต่จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เท่ากัน จริงแล้วแม้ว่าหนังจะสร้างพื้นฐานจากความเศร้าของการสูญเสียของตัวละครนำหญิงของเรื่อง แล้วก็ไม่รู้จะพึ่งใครคริสเตียนเองเป็นที่พึ่งคนสุดท้ายของเธอ ประเด็นการสูญเสีย และความล่มสลายของครอบครัวนี้เห็นได้ในงานเรื่องก่อนหน้าของเธออย่าง “Hereditary”


ซึ่งแน่นอนว่าพอพูดถึงหนังเรื่องก่อนของเธอ และความล่มสลายของสถาบันครอบครัว มีรายละเอียดที่น่าสนใจอยู่ทีเดียวกับเรื่องของการให้คุณค่าในครอบครัว มันมีความอิหลักอิเหลื่อของสถานะและลำดับขั้นที่เกิดขึ้นในครอบครัวของหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะในแง่มุมของคุณค่าของการดำรงรักษาไว้ซึ่งอายุของสังคมในครอบครัวนี้ ความเชื่อในเรื่องของเด็กที่พิการ และความจงใจในสังคมนี้ที่จะทำให้เกิดความพิการตรงนี้ขึ้นมา และดูเหมือนจะค่อนข้างยกย่องเรื่องของความบริสุทธิ์ตรงส่วนนี้ด้วย เอาเข้าจริงๆแล้วแนวคิดเรื่องของความบริสุทธิ์ หรือ ความไม่บริสุทธิ์ในเชิงสายเลือดนี่มันแฝงอยู่ในทุกห้วงเวลาของประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ มันกำหนดความเป็นเรา และความเป็นเขาขึ้นมา เราต่างหาประโยชน์จากความเป็นเขา เพียงเพื่อการบางอย่างเท่านั้น ในขณะที่เราเองต่างเชิดชูความเป็นเรา แม้ว่าลำดับชั้นของครอบครัวที่เกิดขึ้นในลัทธินี้มันจะแยกย่อยน้อยกว่าในโลกปัจจุบันที่พยายามให้คำจำกัดความวงศาคณาญาติ เหมือนจะแยกตามฟังก์ชั่นงานในระบบสังคมมากกว่า ประมาณว่าเมื่ออายุเท่านี้ถึงสามารถผสมพันธุ์ได้ และเธอจะตายเมื่ออายุเท่านี้ ซึ่งมันก็ดูเป็นระบบการบริหารงานที่ยึดโยงกับความเป็นสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมที่ไม่ได้ถูกสร้างความซับซ้อนผ่านระบบการคิดที่ปาวรณาตัวเองให้ศิวิไลซ์ของมนุษย์ในปัจจุบัน เหมือนฝูงผึ้งที่แบ่งสัดส่วนงานกันไม่กี่อย่าง เพราะฉะนั้นความที่จัดสรรระบบใกล้ชิดกับความเป็นธรรมชาติ ก็เหมือนมนุษย์ยุคโบราณ ชนเผ่าต่างๆก่อนที่จะถูกเจ้าอาณานิคมครอบครอง มันจึงมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติค่อนข้างมาก และความตายก็เป็นเพียงเรื่องปกติเท่านั้นเอง เพราะทุกอย่างคือธรรมชาติ และเราไม่ใช่เจ้าของสิ่งใด เหมือนความเชื่อของอินเดียนแดงในสมัยโบราณ การสร้างพื้นที่เอกเทศของผู้กำกับนอกจากจะเอื้อให้เกิดความบิ้วเบี้ยวหลุดโลกของสถานการณ์ได้แล้ว มันยังเอื้อให้เราไปสำรวจการเย้ยหยันต่อประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมได้อย่างไร้ซึ่งแกนของอคติใดๆ นี่เป็นการพัฒนางานของตัวเองอย่างยอดเยี่ยมของผู้กำกับสยองขวัญที่น่าจับตามองแห่งยุคอย่าง “Ari Aster”

ในข้อเท็จจริงแล้วลักษณะการเฉลิมฉลองที่ดัดแปลงมาเป็นหนังเรื่องนี้มีอยู่จริงในประเทศสวีเดน น่าจะรวมถึงบางพื้นที่ในสแกนดิเนเวีย โดยคนจะออกจากเมืองไปตามชนบทมีการร้องเต้นรำ มีดอกไม้ มีจุดกองไฟ เพื่อเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของฤดูหนาว ดอกไม้เป็นสัญลักษณของความรัก และการแต่งงาน และสรรเสริญแด่เทพเจ้าของชาวนอร์ส โดยงานจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงมิถุนายน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีอะไรแบบที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ จริงๆจะว่าไปผู้กำกับอาจเสียดสีตัวละครที่ครอบครัวล่มสลาย และชีวิตคู่ในอนาคต รวมถึงความรักก็เริ่มพังทลายก็เป็นได้

หนังฉายในโรงภาพยนตร์ไทยตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2562
International Sales : A24

by Sutiwat Samartkit
(25/08/19)

ไม่มีความคิดเห็น