Header Ads

Visions du Reel 2019: Soil Without Land | แด่ความเจ็บปวดที่ไม่อาจกลบฝังของชาวไทใหญ่


SOIL WITHOUT LAND

(Nontawut Numbenchapol)

Visions du Reel Film Festival 2019



รัฐฉานเป็นรัฐของไทใหญ่ที่มีเจ้าฟ้าปกครอง มีสังคม ประเพณี และวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะตัว ในปลายศตวรรษที่ 19 ในยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในพม่า และพม่ากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลาที่กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าอย่าง “พระเจ้าสีป่อ” ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้ามินดง และพระนางลองซี ซึ่งเป็นเจ้าหญิงไทใหญ่ พระองค์ดำเนินนโยบายที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับต่างชาติมากนัก รวมไปถึงการขูดรีดส่วย และภาษีจากประเทศราชหลายประเทศ รวมไปถึงความโหดร้ายของการสังหารเชื้อพระวงศ์ด้วยความเกรงว่าจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ทำให้หัวเมืองต่างๆนั้นไม่พอใจส่วนกลางมากนัก การยกเลิกแผนปฏิรูปประเทศที่จะนำประเทศเข้าสู่ระบอบการปกครองดั่งเช่นตะวันตกที่สถาบันกษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และมีการปราบปรามกลุ่มตรงข้ามอย่างรุนแรง ความหวาดระแวงที่อังกฤษมีต่อพม่าภายหลังทำสนธิสัญญาทางการค้ากับฝรั่งเศส และการที่พม่าปฏิเสธเงื่อนไขที่การดำเนินนโยบายต่างประเทศจะต้องอยู่ภายใต้อังกฤษทำให้อังกฤษเข้ายึดครองพม่า และเนรเทศกษัตริย์องค์สุดท้ายไปอยู่อินเดีย ภายหลังอังกฤษเข้ามาปกครองพม่าอย่างสมบูรณ์แล้วได้ดำเนินนโยบายการแบ่งแยกและปกครอง ซึ่งแบ่งบริเวณที่เป็นพม่า และชนชาติพันธุ์ที่อยู่บริเวณภูเขา ซึ่งในกลุ่มนี้รวมถึงรัฐฉานด้วย ซึ่งความซับซ้อนของโครงสร้างการเมืองการปกครอง ทำให้อังกฤษตัดสินใจตั้งสหพันธรัฐฉานขึ้น และให้เจ้าฟ้าเป็นคนปกครอง กระนั้นก็ดีบริเวณที่เป็นภูเขาก็ยังถูกทิ้ง วิวัฒนาการเทคโนโลยี ภาษา วัฒนธรรมก็ล้วนมาถึงเฉพาะในดินแดนของชาวพม่า ซึ่งเป็นผลพวงประการหนึ่งที่ทำให้ความแตกต่างของชาติพันธุ์ในความรู้สึกของคนนั้นมีมาก



นโยบายของการแก้ปัญหาของเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษที่มีต่อการกระทบกระทั่งกันระหว่างชนกลุ่มน้อยในบริเวณภูเขาด้วยกันเอง ซึ่งในยุคก่อนล่าอาณานิคมนั้นเป็นปกติอยู่แล้ว และมีความซับซ้อนของจารีตบางประการโดยเฉพาะเรื่องของเครือญาติที่ทำให้รูปแบบของพหุวัฒนธรรมยังไม่แยกขาดออกจากกันมากนัก นโยบายของอังกฤษทำให้ความแตกขาดตรงนี้ฉายภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าการแบ่งแยก และปกครองของอังกฤษนั้นสร้างปัญหาเรือรังมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวซับซ้อนผ่านช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ามาปกครองพม่า จนพ่ายแพ้สงคราม และอังกฤษสัญญาว่าจะให้เอกราชกับพม่า ข้อตกลงสำคัญในช่วงเวลานั้นคือ ข้อตกลง “ปางหลวง” ในปี 1947 ช่วงเวลาปีเดียวก่อนที่ “อู อองซาน” จะถูกสังหาร โดยข้อตกลงดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ยอมรับเอกราช และความแตกต่างของชนกลุ่มน้อยในประเทศ ซึ่งสัญญาว่าจะให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆแยกออกจากสหภาพพม่าได้หลังจากผ่านไปสิบปี ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้เป็นไปตามสมุดปกขาวของอังกฤษเพื่อให้พม่าหลุดออกจากรัฐอาณานิคม ซึ่งด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภาษา และขอบเขตแดนที่ค่อนข้างชัดเจน แน่นอนว่าทำให้ความเป็นรัฐฉานนั้นเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นประเทศเอกราชได้ การผิดสัญญาที่รัฐบาลกลางพม่าเคยมีไว้จึงนำมาซึ่งความบาดหมางที่กระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดมา และสำนึกความเป็นชาติของคนไทใหญ่นั้นก็แตกต่างจากชาวพม่า และเข้มข้นมากทีเดียว ดังจะเห็นได้จากช่วงของการสัมภาษณ์ในหนังเรื่องนี้ที่ตัวละครชาวไทใหญ่มีความรู้สึกนึกคิดเรื่องชาติพันธุ์ และเขตแดนที่ชัดเจน มองพม่าเป็นเพียงเจ้าอาณานิคมเท่านั้นเอง ในปัจจุบันความเห็นทางการเมืองของคนไทใหญ่ในรัฐฉานแบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน กลุ่มที่ยอมรับได้กับการเป็นส่วนหนึ่งของพม่า และกลุ่มที่ต้องการเป็นเอกราชจากพม่า ซึ่งยังคงต่อสู้เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาที่ทางรัฐบาลพม่าผิดสัญญาไว้กับชนชาติพันธุ์กลุ่มอื่น ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็เป็นการสำรวจชีวิตของชาวไทใหญ่คนหนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้พรมแดนไทย ซึ่งอาจจะยังไม่เห็นภาพของการสู้รบ หรือความขึงขังของสถานการณ์มากนัก เมื่อเทียบกับทางรัฐฉานเหนือที่การต่อสู้ของกลุ่มติดอาวุธยังคงคุกรุ่นอยู่ เพราะฉะนั้นในภาพของหนังเรื่องนี้จึงเป็นชีวิตในวันธรรมดาของพวกเขา ซึ่งอาจจะให้ภาพที่ไม่ธรรมดามากนักกับผู้คนในกลุ่มเมืองที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ในประเทศ


เรื่องราวของเด็กหนุ่มในรัฐฉานใต้ที่ติดกับพรมแดนไทย ถูกนำเสนอผ่านช่วงเวลาที่เขากลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดของเขาในฐานะประชาชนกลุ่มน้อยของพม่า สำรวจชีวิตทั้งการมาแสวงหาโอกาสในประเทศไทย และการมีชีวิตอยู่ในระบบสังคมของรัฐฉานที่ยังปกครองแยกตัวเองจากพม่าในทางพฤตินัย ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือ มันไม่ใช่สารคดีที่มุ่งเน้นเรื่องของการให้รายละเอียดเชิงข้อมูล แต่หากเป็นสารคดีที่มุ่งสำรวจความหมายของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งในระบบสังคม และวัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกเทศอย่างชัดเจน วัตถุดิบทั้งหลายที่หนังเรื่องนี้เองใส่เข้ามาอย่างชัดเจนสร้างภาพของหนังให้เหมือนกับหนังสารคดีที่ตั้งคำถามกับชีวิตในช่วงวัยรุ่นไม่เพียงแต่ในแง่ของการเมืองระดับจิตสำนึกของความรู้สึกเชิงชาติพันธุ์เท่านั้น หนังไม่ได้พูดเพียงแค่ประเด็นสำนึกความเป็นชาติที่ทำให้ตัวเองมองตัวเองเป็นคนไทใหญ่ที่แตกต่างจากผู้ปกครองอย่างพม่า แต่หนังเรื่องนี้กลับลงลึกไปมากกว่านั้นในสิ่งที่เป็นพื้นฐานของความเป็นวัยรุ่นที่เริ่มตั้งคำถามกับสังคมที่มันเป็นอยู่ หนังมองชีวิตผ่านสายตาของตัวละครหลักของเรื่องได้น่าสนใจมากทีเดียว และนี่เป็นพลังที่สำคัญของหนังสารคดีเรื่องนี้ สายตาของตัวละครที่จ้องมองไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ายฝึก และคำถามที่ผู้สัมภาษณ์สร้างขึ้นเพื่อถามความคิด และอนาคตของตัวละครในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งก็ยังดูเป็นเหมือนพื้นที่ที่ปิดตาย ยังไม่มีอนาคตที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า จะสู้เพื่อเป็นเอกราชก็ยังไม่ชัดเจน จะสู้เพื่อตัวเองเพื่อมีชีวิตที่ดีก็ยังไม่ชัดเจน ความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นที่มีต่ออนาคตของตัวเอง ซึ่งอาจรวมถึงประเทศตัวเองด้วยนั้นทำให้ภาพของหนังฉายออกมาเป็นสีเทาที่ขมุกขมัวปนเปื้อนไปกับความเศร้าที่ฉายออกมาในพื้นหลังของเรื่องนี้ได้อย่างทรงพลัง ซึ่งภาพของความเศร้าชวนสับสนของสายตาตัวละครในหนังเรื่องนี้มันสร้างคำถามที่ทรงพลังมากทีเดียว


ประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการมีอยู่ในฐานะรัฐกันชนของไทยต่อพม่าในช่วงสงครามเย็นที่ทำให้ไทยเองในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สนับสนุนชนกลุ่มน้อยบริเวณชายแดนคือ แนวความคิดของการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และสังคมนิยม คงต้องอธิบายก่อนนิดนึงว่าบทบาทของกลุ่มพรรคการเมือง และแนวคิดของคอมมิวนิสต์เองใรอยู่ในพรรครัฐบาลที่ปกครองพม่าในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ชัดเจน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการสังหารอองซานขึ้นด้วย และนโยบายที่รัฐบาลพม่ามีความใกล้ชิดกับจีนเองก็ดี จริงๆแล้วความดินไร้แดนของหนังเรื่องนี้อาจให้ภาพของชาวไทใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีภาษา วัฒนธรรมรากเหง้าที่เข้มข้น มีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมานั้นกลับปราศจากเอกราช ปราศจากความเป็นตัวเองที่แท้จริง อยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติพันธุ์อื่นอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่มีความแข็งแรงของจิตวิญญาณที่สามารถสถาปนาความเป็นชาติได้ไม่ยากเย็นมากนัก หลายครั้งชาวไทใหญ่ในรัฐฉานต้องพึ่งต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทย ทั้งในเรื่องของงาน การทำมาเลี้ยงชีพ รวมไปถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่เอาไว้สู้รบ หรือบทบาทของจีนทางตอนเหนือของรัฐฉาน ความรู้สึกของตัวละครนำชายของเรื่องให้ภาพของการตั้งคำถามในความเป็นดินไร้แดนที่ชัดเจนไม่น้อย ความสิ้นหวัง หนทางของการคลำมองหาอนาคตที่ไม่ชัดเจน ชีวิตของคนในค่ายทหาร มันสะท้อนภาพของการดิ้นรนของมนุษย์ด้วยเรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิด ซึ่งการไล่เรียงเรื่องราว การตัดต่อเล่าเรื่องของหนังค่อยๆสร้างเลเยอร์ให้เห็นภาพที่เปี่ยมอารมณ์ เปี่ยมความรู้สึกในระบบความคิดเชิงมนุษยนิยมที่มุ่งหาอิสรภาพได้อย่างดีทีเดียว ถือเป็นงานที่พัฒนาตัวเองได้เฉียบคม และซับซ้อนมากขึ้น นับตั้งแต่ “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง”, “สายน้ำติดเชื้อ” และ “#BKKY” ซึ่งในหนังสารคดีล่าสุดเขาดูเข้าใจถึงหัวใจของสิ่งที่ต้องการจะสื่อได้อย่างดีทีเดียว


หนังฉายที่เทศกาลหนัง Visions du Reel และ ฉายในโรงภาพยนตร์ไทยตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2562
International Sales : Mobile Lab Project

by Sutiwat Samartkit
(25/08/19)

ไม่มีความคิดเห็น