Header Ads

Locarno 2019: The Prince's Voyage | ศีลธรรมที่จมดิ่งในพิภพวานร


THE PRINCE'S VOYAGE

(Jean-Francois Laguionie / Xavier Picard)


Locarno Film Festival 2019 : Out of Competition


ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับสายแอนิเมชั่นชื่อดังจากฝรั่งเศสอย่าง “Jean-Francois Laguionie” ที่เคยกำกับผลงานแอนิเมชั่นที่พอจะเป็นที่รู้จักกันอย่าง “Gwen, the Book of Sand”, “ Louise by the Shore” และ “A Monkey’s Tale” ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าในงานของเขามักจะมีสไตล์การเล่าเรื่อง และประเด็นที่ไม่ได้หนีห่างจากกันมากเท่าไหร่นัก ในหนังเรื่องล่าสุดของเขานั้นเล่าเรื่องราวของเจ้าชายคนหนึ่งที่ค่อนข้างมีอายุมากแล้ว วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุขึ้น แล้วพลัดตกทะเลจนมาโผลที่เมืองเมืองหนึ่งที่มีวัฒนธรรมที่ผิดแปลก และคิดว่าตนนั้นเป็นพวกอารยชน ซึ่งประเด็นหลายอย่างในหนังเรื่องนี้ตลอดจนการเดินทางที่ไปเจอกับข้อเท็จจริงที่เป็นสัจธรรมของชีวิตหลายประการ แม้แต่ในช่วงวัยชราที่น่าจะเป็นวัยที่ผ่านโลกมาเยอะแล้ว น่าจะเข้าใจโลกได้ดีค่อนข้างมากอยู่ไม่น้อย การเดินทางของเจ้าชายเฒ่าในหนังเรื่องนี้อดทำให้นึกถึงวรรณกรรมคลาสสิคที่เอามาทำเป็นแอนิเมชั่นไปก่อนหน้านี้อย่าง “The Little Prince” ไม่ได้จริงๆ ด้วยลักษณะของพล็อตเรื่องที่เจ้าชายเดินทางไปยังที่ๆไม่รู้จัก และต้องผจญกับแง่มุมความคิดที่สะท้อนด้านที่ไม่เคยเห็นของชีวิต ซึ่งจะว่าไปแล้วในแอนิเมขั่นเรื่องนี้มันก็มีความแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย แม้มันจะไม่ได้พาเราไปยังพื้นที่ของความเอกเทศอย่างนอกอวกาศ การเซ็ตอัพพื้นที่ในดินแดนที่ไม่รู้จักเป็นเพียงการสำรวจทวีปใหม่ ภูมิประเทศใหม่ที่เชื่อมกันไว้ด้วยโลกยุคโบราณที่แผ่นดินเชื่อมเข้าหากันด้วยน้ำแข็ง และทวีปก็ดูจะเป็นผืนแผ่นเดียวกันเหมือนหลักฐานอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ก่อนที่มันจะเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน และมีมหาสมุทรเข้ามากันเอาไว้ในตอนหลัง ซึ่งจะว่าไปแล้วหนังเองก็ไม่ได้เซ็ตโลกให้เก่าเสียทีเดียว บริบท ตลอดจนเทคโนโลยีมันก็เป็นสมัยใหม่ไปเสียหมด มันจึงเหมือนการเอาโลกเก่า มาเจอกับโลกใหม่เท่านั้นเอง


ความน่าสนใจของมันอยู่ที่การเอาความเก่า และใหม่เข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน และใช้วิพากษ์ความป่าเถื่อนบรรพกาลของความเป็นมนุษย์ที่ถึงแม้จะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมายแล้ว แต่การคิดว่าตัวเองเป็นพวกศิวิไลซ์ พวกอารยชน แต่คนกลุ่มอื่น หรือชาติพันธุ์อื่นไม่ใช่ก็ถือว่าสะท้อนภาพของความวิวัฒนาการทางศีลธรรมที่ต่ำทราม นอกจากนี้หนังเองยังมีประเด็นเรื่องของการอยู่ร่วมกับป่าที่ดูจะเป็นปัญหาให้เห็นชัดเจนค่อนข้างมาก จริงๆแล้วหนังเองจงใจเซ็ตสภาพของสองเมืองเอาไว้อย่างต่างกัน ในที่ที่หนึ่งคนไม่สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ในขณะที่อีกที่ที่หนึ่งคนนั้นอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และแยกตัวออกมาจากกันอย่างชัดเจน ความแตกต่างที่สุดขั้วของเมืองสองเมืองในหนังเรื่องนื้ รวมด้วยกับอีโก้ของความเป็นมนุษย์ที่สะท้อนผ่านบทสนทนาให้เราเห็นถึงมุมมองที่แต่ละคนมีต่อตัวเองด้วยทัศนะที่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองยึดถือเป็นศูนย์กลางที่ถูกต้องของบรรดาสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ และไม่จำเป็นที่จะต้องติดต่อกับใครถ้าเขาไม่เหมือนเรา หรือไม่ดีเพียงพอกับเรา สภาพสังคมที่ต่างกัน และแยกออกจากกันอย่างชัดเจนนนั้นเกิดจากการที่สังคมทั้งสองนั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยภาพของความกลัวที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจสร้างภาพ และกรอบของสังคมขึ้นมาเป็นกรอบที่ถูกยึดถือและปฏิบัติ สิ่งใดที่นอกเหนือจากนี้คือกลายเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ค่อยเป็นที่ต้อนรับมากนัก หนังเองไม่ได้ให้คำสรุปที่ชัดเจนนักว่าสิ่งใด สถานที่ใดมีความดีงามมากกว่ากัน ในที่ที่หนึ่งความกลัวหล่อหลอมการดำเนินไปของชีวิต แต่ในอีกทีหนึ่งนั้นความเบื่อหน่ายหล่อหลอมการดำเนินไปของชีวิต ความแตกต่างกันอย่างชัดเจน และไร้ซึ่งการปฏิสัมพันธ์กันนั้น สะท้อนความเหือดแห้งที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ได้อย่างเจ็บปวด


การหยิบยื่นความกลัวของหนังในสถานที่ที่มนุษย์พยายามแยกตัวออกจากสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และป่า ให้เห็นเป็นภาพเชิงกายภาพที่ปรากฎต่อสายตาของผู้ชมนำเสนอภาพของการพยายามก้าวผ่านความอนารยะให้กลายเป็นความศิวิไลซ์ ซึ่งความกลัวที่หนังเองใช้ยังสะท้อนกลายๆไปถึงภาพของการเปรียบเทียบลักษณะที่เกิดขึ้นในหนังหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่อง “King Kong” ความคล้ายคลึงที่เกิดขึ้นใน “The Little Prince” แอนิเมชั่นอย่าง “Tarzan” รวมไปถึงสภาพการของหนังที่เหมือนเซ็ตโลกของ “The Planet of the Apes” ให้เกิดขึ้น การเปรียบเทียบในลักษณะของการล้อเลียน หรืออาจจะเรียกว่าแฟนเซอร์วิซก็ว่าได้นั้น ในทางหนึ่งนั้นมันให้ภาพที่สะท้อนกรอบของโลกในอุตสาหกรรมหนังที่พูดถึงพรมแดนของความเกลียดกลัวสิ่งที่ไม่รู้จักไม่ใช่เพียงแต่มนุษย์ แต่รวมไปถึงลักษณะของบรรพบุรุษที่พิจารณาตนเป็นผู้สูงส่งกว่าสปีชีส์อื่น และเหยียดคนที่แตกต่างออกไปจากตัวเราอย่างชัดเจน ประเด็นปัญหาของหนังเรื่องนี้คือการเปรียบเทียบเรื่องราว และประเด็นที่ต้องยอมรับว่ามันยังขาดความเข้มข้นมากพอ จะเห็นว่าสัดส่วนของการพัฒนาเรื่องราว ช่วงเวลาที่หนังเองใช้ในการขยับขยายประเด็นให้เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้นั้นมีเวลาน้อยเกินไป ในหลายช่วงการผลักดันไคลแม็กซ์ที่ทั้งอิงกับประเด็นที่สะท้อนความกลัวของมนุษย์ หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งรวมไปถึงแรงจูงใจในพื้นฐานของความเป็นมนุษย์นั้นไม่แข็งแรงเท่าที่ควรนัก แต่โดยภาพรวมแล้วมันก็ผลักดันมิติของความเป็นมนุษย์ได้พอสมควรอยู่ ถือเป็นแอนิเมชั่นฝรั่งเศสที่น่าสนใจอีกเรื่องของปีนี้

The Prince's Voyage เข้าฉายที่สาย Out of Competition ที่เทศกาลหนังโลคาร์โน ครั้งที่ 72

International Sales : Urban Distribution International

by Sutiwat Samartkit
(03/09/2019)

ไม่มีความคิดเห็น