Header Ads

Berlin 2020: Death of Nintendo | ฝันร้าย และสะเก็ดนอสตาเจีย


Death of Nintendo

(Raya Martin)


Berlin Film Festival 2019 : Generation


เปลือกของหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับออเตอร์ชาวฟิลิปปินส์เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นหนังลูกกวาดวัยรุ่นก้าวผ่านวัยที่หยิบจับการเปลี่ยนผ่านเชิงวัฒนธรรมช่วงวัยเท่านั้น แต่โดยแท้จริงแล้วหนังของผู้กำกับมักจะมีองค์ประกอบของความสัมพันธ์เรื่องราวที่ยึดโยงกับยุคสมัยทางสังคมการเมืองในฟิลิปปินส์อยู่ไม่น้อย ซึ่งจะเห็นได้จากหนังหลายเรื่องก่อนหน้านี้ของเขา แม้ว่าหนังเรื่องล่าสุดของเขาจะเปลี่ยนผ่านความชัดเจนตรงส่วนนี้ซ่อนมันอยู่ภายใต้หน้ากากในเชิงสัญลักษณ์มากกว่า มันกลายเป็นเนื้อความย่อยมากกว่าเส้นเรื่องหลักของหนังเรื่องนี้ และยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นที่มันพูดถึงเรื่องการก้าวผ่านวัยของเด็กกลุ่มหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยรุ่นในช่วงยุค 80s ที่เครื่องเล่นอย่าง Nintendo เริ่มเข้ามาแพร่หลายในฟิลิปปินส์เด็กที่เป็นชนชั้นกลางเริ่มมีความสามารถในการคว้ามาประดับกายมากยิ่งขึ้น ซึ่งภายหลังฝันร้ายของฟิลิปปินส์ในช่วงที่เผด็จการมาร์กอสเสียชีวิตลงในปี 89 ที่ฮาวาย มันก็เหมือนเป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ในทางหนึ่งของการเกิดใหม่ของฟิลิปปินส์ ความสดใส และการก้าวสู่ฟิลิปปินส์สมัยใหม่ที่ไม่ถูกปกครองด้วยความมืดหม่น และโหดร้ายนั้นได้มลายหายไป จริงแล้วผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าการที่หนังหยิบเอาเกมส์สัญชาติญี่ปุ่นที่ไปตีตลาดนอกญี่ปุ่นที่อเมริกาเป็นที่แรก และหยิบเอาเกมส์ซุปเปอร์มาริโอ้ที่วางขายในปีเดียวกันทั้งในญี่ปุ่น และอเมริกาเข้ามาพูดถึงในหนังนั้นเป็นเพียงการย้อนรำลึกความทรงจำในวัยเด็กเพียงเท่านั้น หรือแท้จริงแล้วนัยยะในเชิงเปรียบเทียบของหนังเรื่องนี้อาจตีความกว้างขวางไปถึงการหลงลืมประวัติศาสตร์ที่น่าเจ็บปวดของชาติในเด็กรุ่นหลังหลังจากเผด็จการประธานาธิบดีรายนั้นหมดอำนาจลงจนต้องลี้ภัยจนเสียชีวิตในอเมริกาหรือไม่ เพราะนอกจากประเด็นนี้แล้ว หนังเองยังหยิบเรื่องเล่าของผี ซึ่งทางหนึ่งดูเหมือนจะปกติสำหรับการเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของตัวละครเด็ก แต่ในรายละเอียดที่ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวและมีสถานการณ์กำหนดคลับคล้ายคลับคลาว่าจะสะท้อนเรื่องราวขะตากรรมของผู้คนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในยุคเผด็จการเรืองอำนาจมันก็น่าคิดว่าการที่หนังทำให้สถานการณ์ที่ดูโหดร้ายกลายเป็นเรื่องเล่าที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งต้องยอมรับว่าในสถานการณ์ของประเทศอื่นๆทั่วโลกนั้นเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นมักจะถูกเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่าเหนือจริงไปเสียหมด ในกรณีนี้ก็เช่นกันการเปรียบเทียบเรื่องราวของผี เรื่องเหนือธรรมชาติที่เป็นฝันร้ายเล่าให้กับเด็กในเรื่องฟัง หรือแม้แต่การที่เด็กเห่อของเล็กจากญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดในสมัยเผด็จการมาร์กอส ซึ่งมีประเด็รคอรัปชั่นอันอื้อฉาวเกี่ยวข้องกับการลงทุนของญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์และนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้นก็น่าจะรู้ดีถึงมิตรภาพที่มีลับลมคมนัยตรงนี้ไม่น้อย


ในประเด็นเนื้อความรองที่เปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์และความหมายถือว่ามีเลเยอร์ที่ซับซ้อนและน่าสนใจอยู่พอสมควร แต่ในส่วนหน้าฉากที่พูดถึงการก้าวผ่านวัยไม่ว่าจะเป็นการขลิบปลายหนังหุ้มองคชาติ ที่เอาไปเทียบเคียงถึงการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนของการก้าวผ่านวัยได้อย่างชัดเจนทีเดียว ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายความเชื่อมโยงมากนัก เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมชาติเหล่านี้ที่ถูกทำให้มันเป็นสิ่งพิเศษชั่วครู่ของตัวละครจึงเป็นการตั้งคำถามถึงความจริงของการก้าวผ่านวัยในหนังได้ไม่น้อย เพราะในท้ายที่สุดแล้วสาระสำคัญเหล่านี้ที่หนังเพียรพยายามสร้างขึ้นนั้น ดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านเลยไปเท่านั้น จริงๆการจับห้วงเวลาของสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในหนังดูเหมือนจะไม่ได้ลงน้ำหนักมากนัก ในทางหนึ่งนั้นมันกลายเป็นว่าหนังเองกำลังสะท้อนให้เห็นว่าทุกสิ่งล้วนผ่านไป และไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก มันทำให้ภาพของมิตรภาพระหว่างตัวละครที่เกิดขึ้นที่ดูเหมือนจะผูกกันอยู่หลวมๆมีความหมายที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะมันไม่ได้ยึดโยงกับเนื้อหาสาระเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มันยึดโยงกับภาพรวมมากกว่า และทำให้ความรู้สึกของตัวละครที่เชื่อมโยงกันนั้น เชื่อมโยงกันด้วยความรู้สึกซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ในเชิงกายภาพ แต่สามารถปะทะกับความรู้สึกของผู้คนได้อย่างชัดเจนทีเดียว และมันจับห้วงเวลาของความรู้สึกได้อยู่หมัด ยิ่งหนังวางงานภาพทั้งเรื่องสี เรื่องแสง ที่ย้อนความทรงจำ และในยุคที่สีของเสื้อผ้านั้นมีความตัดกันอย่างชัดเจนนั้น มันก็ช่วงทำให้รอยประทับของความรู้สึกในห้วงเวลาของการเล่าเรื่องต่างๆในหนังนั้นมีความงดงามมากยิ่งขึ้น สิ่งที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดมาในทางหนึ่งมันต้องการจับห้วงของความรู้สึกของห้วงเวลามากกว่าเนื้อหาสาระ แต่ที่ยอดเยี่ยมไปมากกว่านั้นคือการวางรองพื้นของหนังที่กึ่งตั้งคำถามถึงอดีตที่โหดร้ายในยุคมืดหม่นของประวัติศาสตร์ฟิลลิปปินส์ที่ทำให้มันกลายเป็นภาพของลูกกวาดและถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา แต่ในความตายในเชิงศาสนาคริสต์ยังเชื่อเรื่องของการเกิดใหม่ ความหวังของหนังเรื่องนี้ของเด็กนั้นมันไม่ได้หายไปทั้งหมดเสียเดียวแม้นินเทนโด้จะตายไป แต่บทสรุปของหนังก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอกัน สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความทรงจำ และถ้อยคำทางประวัติศาสตร์ที่มันยังคงไหลเวียนอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้ ถือเป็นหนังที่เศร้าแต่งดงาม และจับห้วงของความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม (A-)


Death of Nintendo เข้าฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลิน ครั้งที่ 70 ในสาย Generation

International Sales : TVCO

by Sutiwat Samartkit

(12/03/20)

ไม่มีความคิดเห็น