Header Ads

Berlin 2020: Little Girl | เชิงตะกอนของวิถีเพศ


Little Girl

(Sébastien Lifshitz)


Berlin Film Festival 2019 : Panorama



ผู้กำกับ Sébastien Lifshitz ถือเป็นผู้กำกับที่น่าสนใจในการนำเสนอเรื่องราวอัตลักษณ์ทางเพศผ่านผลงานของเขา มีผลงานมากมายที่เป็นที่รู้จักโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารคดีที่ว่าด้วยเรื่องราวของเพศที่สามโดยเฉพาะการคว้าสองรางวัลในหนังสองเรื่องของเขาจากรางวัล Teddy ในเทศกาลหนังเบอร์ลินจากส่วนของหนังฟิคชั่นยอดเยี่ยมในปี 2004 กับ Wild Side และสารคดียอดเยี่ยมในปี 2013 จากเรื่อง Bambi นอกจากนี้ในปี 2016 เขายังคว้ารางวัล Queer Palm จากหนังเรื่อง The Lives of Thérèse จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย ถือเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีความน่าสนใจในวิถีที่เข้าเลือกจะนำเสนอความเป็นเพศที่สาม และเรื่องราวของอัตลักษณ์ทางเพศที่เกิดขึ้นในงานของเขา ในหนังเรื่องล่าสุดของเขาวนกลับเข้ามาฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลินอีกครั้งหนึ่ง และดูเหมือนว่าผลลพธ์ของมันจะเข้าขั้นงานชั้นยอดในระดับมาสเตอร์พีซที่นำเสนอภาพของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ในฐานข้อมูลจริงของราชการแล้วเขาเป็นเด็กผู้ชาย หรือพูดง่ายๆคือเด็กผู้หญิงที่อยู่ในร่างเด็กผู้ชายนั่นแหละ จริงๆแล้วในทางการแพทย์มีคำอธิบายเรื่องของความทุกข์ใจในเพศสภาพ หรือ Gender Dysphoria ค่อนข้างพอสมควร จะว่าไปว่ามันเป็นเรื่องของพัฒนาการของการตระหนักรับรู้เรื่องเพศสภาพที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัยโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยแรกรุ่น แต่ความน่าสนใจที่หนังทำให้เรื่องราวที่ดูเหมือนจะธรรมดาตรงนี้มีเลเยอร์ที่ซับซ้อนในแง่มุมของตัวละครที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์จริงให้มีพื้นที่ที่ลึกลงไปในการสำรวจเชิงตะกอนที่อยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเด็กเอง ตัวแพทย์ที่ทำการรักษา หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ของเด็ก เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้มันพัฒนาตัวเองซับซ้อนมากกว่าการเป็นหนังเส้นตรงที่เดินทางเอาปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดมาตอบคำถามที่เกิดขึ้น เพราะการสไลซ์ชั้นของเรื่องราวเกิดขึ้นอย่างซับซ้อนมากกว่าจะพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่การแพทย์โดยตรง ไม่ได้พูถึงเรื่องสังคมอย่างตรงไปตรงมาอย่างเดียว และไม่ได้นำเสนอภาพความสัมพันธ์ในสังคมขนาดเล็กอย่างครอบครัว หรือแม้กระทั่งตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว ความชาญฉลาดของผู้กำกับในการผสมผสานชั้นเชิงของเรื่องราวถูกผสานเข้าหากันทีละเล็กละน้อยจนได้ความรู้สึกของความคลุมเครืออันเห็นอกเห็นใจของเพื่อนมนุษย์ที่ทำให้เสรีนิยม หรืออนุรักษ์นิยมยากที่จะมองผ่านการปะทะของความรู้สึกที่เกิดขึ้นเหล่านั้นทิ้งไป


เรื่องราวในแง่มุมต่างๆถูกนำเสนอผ่านห้วงเวลาที่หนังเล่าเรื่องไป ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในครอบครัว ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเธอ และการเข้ารับการรักษา บางช่วงของเรื่องราวนั้นดูเป็นโปรโตไทป์ที่เรามักเห็นอยู่แล้วในหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของการค้นหาอัตลักษณ์ตัวตน แต่ในอีกส่วนของเรื่องราวที่ถือว่าน่าสนใจค่อนข้างมากนั่นก็คือ การนำเสนอสภาพที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ อยู่ในความรู้สึกนึกคิด สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกจัดวางว่าเป็นความผิดปกติในลักษณะดราม่าอย่างชัดเจน แต่ความรู้สึกของความไม่ปกติที่ถูกสะท้อนผ่านความรู้สึกในก้นบึ้งของตัวละครถูกนำเสนอผ่านน้ำเสียงท่าทางคำพูด ตลอดจนการกระทำเล็กๆที่แทบจะไม่สังเกตเห็น ความผิดปกติทางการแพทย์อาจเป็นสิ่งที่จับต้องได้ชัดเจนมากที่สุด แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ถูกจัดวางเป็นความผิดปกติที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเหมือนสมัยก่อนที่เรื่องเหล่านี้เป็นความผิดปกติที่ต้องถูกบำบัด มันเป็นเพียงอาการที่ถูกให้สังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่รายละเอียดที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยในหนังเรื่องนี้มันก็ยังสะท้อนความไม่ปกติออกมาอยู่ดี ในขณะที่สาส์นที่ซ่อนผ่านความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ที่พร่ำบอกว่ารับได้กับสภาพที่ลูกเป็นแต่มันมีความรู้สึกข้างในลึกที่ถูกสะท้อนผ่านการกระทำ และความรู้สึกที่กลายเป็นปมในใจของลูกที่สามารถเชื่อมความรู้สึกหาคนสายเลือดเดียวกันได้ว่ามันยังมีบางส่วนในใจของแม่ที่มองว่ามันไม่ปกติ รวมไปถึงการที่แม่ถามพี่ว่ารู้สึกโอเคไหมที่ให้ความสำคัญกับน้องมากกว่า แม้ว่าลูกจะบอกว่าโอเค แต่หนังก็ทำให้เราเห็นชั้นของความไม่โอเคที่ซ่อนตัวอยู่อย่างชัดเจน จะเห็นว่าในสภาพที่ทุกคนในหนังบอกว่ามันปกติ แต่หนังสร้างอีกเลเยอร์หนึ่งของความไม่ปกติให้มันเกิดขึ้น ซึ่งความเก่งของผู้กำกับที่ถ่ายทอดความซับซ้อนตรงส่วนนี้ถือว่าสร้างความหนาให้กับเรื่องราวรังสรรค์ชั้นเชิงของอารมณ์ สะท้อนภาพของมนุษยนิยมออกมาอย่างเต็มเปี่ยม นับเป็นงานชั้นยอดทีเดียว [A]


Little Girl เข้าฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลิน ครั้งที่ 70 ในสาย Panorama

International Sales : MK2

by Sutiwat Samartkit

(31/03/20)

ไม่มีความคิดเห็น