Header Ads

Present Still Perfect review | ความซับซ้อนที่ไม่สร้างความลึก


PRESENT STILL PERFECT

(Anusorn Soisa-ngim)



หลังจากการจากลาที่ญี่ปุ่นในภาคแรกซึ่งทั้งคู่มีความรู้สึกต่อกันที่ค้างคา ในหนังภาคถัดมานั้นผู้กำกับหยิบจับเรื่องราวมาสานต่อในการแก้ปัญหาของความสัมพันธ์ทั้งคู่ที่พยายามสร้างเลเยอร์ที่ซับซ้อนของเรื่องราว และประเด็นในเชิงสังคมการเมืองให้มากยิ่งขึ้นไปอีก แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเรื่องราวพยายามบวกลบคูณหารพันกับประเด็นในรายละเอียดที่ทั้งพูดถึงในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่ต้องแก้ไข เรื่องของความรู้สึกผิดชอบในฐานะของครอบครัว หรือแม้แต่ประเด็นทางสังคมการเมืองความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยเฉพาะการหยิบเอาประเด็นเรื่องของการแต่งกายระหว่างเพศเดียวกันที่ยังไม่ถูกทำให้ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยเข้ามาเป็นบทสรุปที่สำคัญประการหนึ่งของหนังเรื่องนี้ หนทางที่หนังพยายามขยับขยายประเด็นเรื่องราวออกไปหยิบจับความซับซ้อนของเรื่องราวถูกทำให้ยุ่งเหยิงและไม่สามารถสร้างบทสรุปที่เป็นธรรมชาติหรือน่าเชื่อถือออกมาได้ดีนัก ประการแรกที่สำคัญนั่นก็คือ หนังมีประเด็นที่หนักหน่วงที่มากเกินไปทั้งเรื่องของความสัมพันธ์ที่โดยปกติแล้วมันมีความซับซ้อนของเงื่อนที่ถูกผูกเอาไว้ และหนังเองดูจะทำให้มันเป็นแบบนั้นในช่วงแรก แต่ด้วยพัฒนาการที่ไม่มากเพียงพอของเวลาในการสร้างพื้นฐานที่จะสนับสนุนความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวละคร การคลี่คลายด้วยบทสนทนาที่ถูกประดิษฐ์มากจนหลายครั้งขาดความเป็นธรรมชาติ และในหลายครั้งก็มีทีท่าที่ต้องการนำเสนอประเด็นสั่งสอนคนดูมากจนรู้สึกถึงความจงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ไม่ได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อจริงๆมันกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเอื่อยเฉื่อยของการเร่งเร้าคนดูเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับการแก้ไขสถานการณ์ทางความรู้สึกไปพร้อมกับตัวละคร ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของประการที่สองที่เป็นปัญหาที่การสร้างบทสนทนาระหว่างตัวละครที่ชักจูงคนดูมากจนเกินไป


ประเด็นที่สำคัญถัดมานอกจากตัวละครนำของเรื่องสองตัวแล้ว และตัวละครสมทบหญิงที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับเรื่องราวแล้วนั้น ความน่าสนใจในตัวละครสมทบอื่นๆ ตลอดจนเส้นเรื่องรองของหนังขาดน้ำหนักค่อนข้างมาก หลายตัวละครใส่เข้ามาเพื่อเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ของตัวละครหลักของเรื่องเพียงเท่านั้น โดยที่ตัวละครเหล่านั้นปราศจากมิติของความเป็นมนุษย์ ความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ ความรู้สึกต่างๆมีความแบนราบ บทสนทนาที่ออกจากปากของตัวละครกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมาของหนังที่ทำพลอยทำให้เรื่องราวในส่วนของตัวละครหลักนั้นมีความน่าเชื่อถือลดน้อยลงไปด้วย ทั้งๆที่หลายส่วนที่ถูกขยายในความสัมพันธ์ของตัวละครหลักพอมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถืออยู่บ้างก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลใจตลอดเวลาที่หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องไปนั่นก็คือ การพยายามใช้น้ำหนักจากความรักเข้ามาใช้เป็นบทสรุปของเรื่องราวโดยปราศจากความเข้มแข็งทางอารมณ์ที่ทำให้ผู้ชมเองเชื่อถึงความรู้สึกนั้นที่ไม่ได้มากไปกว่าภาพของตัวละครที่แสดงสีหน้าผ่านอารมณ์และแววตา ประเด็นปัญหาตรงนี้น่าจะเกิดจากการสร้างไดนามิกที่ไม่สมดุลของอารมณ์ของหนังที่ไม่ได้พาให้เราไปสำรวจความลึกของตัวละครที่มากเพียงพอ ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คงเป็นเพราะว่าการทำงานของกล้องที่มักผลักผู้ชมออกเป็นบุคคลที่สามอยู่บ่อยครั้งทั้งๆที่ควรจะดึงน้ำหนักให้ผู้ชมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์เหล่านั้นมากกว่าที่เป็นอยู่ การที่หนังเองต้องเสียเวลาให้กับสัดส่วนที่ไม่จำเป็นมากเกินไป ทั้งในเรื่องบทของตัวละครที่ไม่ได้สร้างความสำคัญกับแกนของเรื่องราวมากนัก และประเด็นที่มีประเด็นหนักๆโดยเฉพาะเรื่องของความเท่าเทียม และการแต่งงานที่สานต่อมาจากภาคแรกนั้นก็ยังไม่ถูกทำให้มีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือมากเพียงพอได้อย่างสนิทใจ ความทะเยอทะยานที่มากขึ้นของหนังเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่การหลงลืมความจำเป็นของการสร้างความน่าเชื่อถือของสัดส่วนสิ่งที่หนังต้องการเล่าก็กลายเป็นปัญหาใหม่ที่ใหญ่และเป็นแผลชัดเจนในหนังเรื่องนี้ ซึ่งต่างจากภาคแรกที่เก็บเรื่องราวในรายละเอียดของประเด็นที่น้อยกว่าได้ดีกว่า (D-)


หนังฉายในโรงภาพยนตร์ไทยตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2563

International Sales : Commetive Production / Gagaoolala

by Sutiwat Samartkit
(12/03/20)

ไม่มีความคิดเห็น