Header Ads

Berlin 2020: Orphea | ออร์เฟอุสในโอดิสซีย์ของความรัก


Orphea

(Khavn, Alexander Kluge)



Berlin Film Festival 2019 : Encounters



ความบ้าในหนังเรื่องใหม่ของการร่วมมือกันของสองผู้กำกับที่ไม่น่าจะมีสไตล์ทางเดียวกันเท่าไหร่นัก ทั้งคู่เคยร่วมงานมันมาก่อนในหนังสารคดีเมื่อสองปีที่แล้วอย่าง Happy Lamento มาคราวนี้ทั้งคู่เลือกที่จะหยิบจับผลงานกวีนิพนธ์กรีกชื่อดังอย่าง Orpheus และ Eurydice มาตีความใหม่ในมุมมองที่สัมพันธ์กับสถานการณ์ปัจจุบันในโลกทุกวันนี้ ความน่าสนใจประการแรกของหนังเรื่องนี้คือการเปลี่ยนเพศของตัวละครนำเสียใหม่เป็นตัวละครผู้หญิงแทนที่จะเป็นผู้ชายตามต้นฉบับดั้งเดิม จริงๆแล้วในรายละเอียดของงานนิพนธ์ดั้งเดิมนั้นมีรายละเอียดของเนื้อหาในเชิงปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปอยู่หลายเวอร์ชั่นทีเดียว แต่โดยสรุปแล้วมันก็เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มที่บรรเลงเพลงผ่านพิณขับร้องบทกวีได้ไพเราะ ซึ่งในเชิงความเชื่อนั้นถือเป็นบิดาของการกสิกรรม อักษรศาสตร์และเวชศาสตร์ด้วย เขาตกหลุมรักกับหญิงสาวรูปงามคนหนึ่ง แต่โชคร้ายที่เธอกลับต้องตาย และเขาเองก็เดินทางไปยังปรโลกเพื่อที่จะต่อรองฮาเดสเพื่อที่จะขอเธอคืนกลับมา การบรรเลงเพลงของออร์เรฟุสทำให้ราชาแห่งปรโลกยอใและตัดสินใจให้เขานำเธอกลับไปยังโลกโดยมีข้อแม้ว่าในระหว่างทางที่พาเธอกลับออกไป ห้ามหันกลับไปมองเธอ ซึ่งท้ายที่สุดเขาก็ทำไม่ได้ และไม่สามารถเอาเธอกลับมาได้ เพราะสามัญสำนึกสัญชาตญาณของมนุษย์นั่นเอง การเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบทนิพนธ์ตรงส่วนนี้มาตีความเสียใหม่ ทั้งในเรื่องของประเด็น และวิธีการที่ผู้กำกับจงใจใส่เข้ามาอย่างชัดเจน แม้ว่าหลายช่วงจะดูเหมือนว่าผลลัพธ์ของมันมีปัญหาจากเรื่องของวิธีการที่มีเยอะมากเกินจนไปบดบังประเด็น และน้ำหนักของพล็อตเรื่องที่น่าจะมีสาระสำคัญ และเอาไปขยายต่อเรื่องราวได้กว้างและลึกมากกว่าที่ควรจะเป็นก็ตาม บทที่น่าสนใจที่ถูกนำเสนอในหนังมีทั้งการอารัมภบทในช่วงของการสูญเสียคนรัก ไล่ลงไปตั้งแต่การเดินทางเพื่อตามคนรักคืนในกลางสังคมมะนิลาที่เต็มไปด้วยคนอดยาก และพวกมาเฟียต่างๆ การก้าวผ่านพรมแดนของความตาย ในรายละเอียดเหล่านี้ถือเป็นจุดแสดงศักยภาพที่ดีให้กับตัวหนังค่อนข้างมาก ก่อนที่การเล่นคำประสมสระที่ค่อนข้างเยอะจะลดทอนรายละเอียดเหล่านี้ลงไป

ในเชิงวิธีการเล่าเรื่องในหนังทดลองเรื่องนี้มีตั้งแต่เรื่องของเส้นเรื่องเนื้อความต่างๆที่มีทั้งส่วนที่ต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง การเลือกใช้พิ้นหลังเป็นเอฟเฟคภาพพิเศษในการสร้างภาพเคลื่อนไหวในสตูดิโอเป็นหลัก หรือแม้แต่การหยิบเอาช่วงการขับกล่อมด้วยบทเพลงเข้ามานำเสนอ จะว่าไปแล้วดูเหมือนว่าเส้นเรื่องที่สำคัญของหนังเรื่องนี้แท้ว่าในหน้าฉากของการเล่าเรื่องนั้นดูเหมือนจะอยู่ที่ตัวละครนำของเรื่องในเวอร์ชั่นออร์เฟอุสเพศหญิง แต่หากมองถึงแกนของความสัมพันธ์ที่แตกแขนงสาแหรกออกมาดูเหมือนแกนของเรื่องราวจะอยู่ที่เส้นทางเดินของการเล่นกับเรื่องของเพลงที่เหมือนเป็นการเดินทางของบทเพลงที่มี่ทั้งพังก์ร็อค เพลงโอเปร่า หรือทำนองผ่านเปียโนที่ถูกขับเน้นพอสมควรในช่วงหลังของเรื่อง และหนังเลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์แตกแขนงสิ่งเหล่านี้ออกมาเชื่อมโยงกับเรื่องราวของเหตุการณ์ในปัจจุบันมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพสังคมในมะนิลา หรือแม้แต่วิกฤตการณ์ผู้อพยพในยุโรป ที่น่าสนใจในหนังมากๆนั่นก็คือประเด็นในเรื่องของความตายที่ถูกหยิบใส่เข้ามาอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนที่จัดวางตกแต่งขึ้นภายหลัง ภาพจากข่าว หรือแม้กระทั่งการเชื่อมโยงกับหนังของอิงมาร์ เบิร์กแมนเองก็ดี ความน่าสนใจในการขยายความประเด็นของพรมแดนความตายดูไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์ความรักในคนสองคนอีกต่อไปแล้ว แต่หากเป็นเรื่องที่สัมพันธ์ในระนาบของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในสังคมของมนุษย์โดยทั่วไปมากกว่า อย่างไรก็ดีความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ยังขยายพรมแดนไปถึงลูกเล่นกับความสัมพันธ์ของภาษาค่อนข้างชัดเจน มีหลายภาษาโดยเฉพาะภาษาอย่างเยอรมัน ฟิลิปปินส์ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ทั้งส่วนที่มีซับและไม่มีซับ การเล่นกับพรมแดนของภาษานั้นน่าสนใจที่ท้ายที่สุดแล้วมันทำให้ภาพของการสร้างความเชื่อมโยงบนโลกใบนี้นั้นอยู่ที่เรื่องของดนตรีที่ดูต่อเนื่องและเป็นเนื้อเดียวกันมากกว่าซึ่งหนังเองสร้างมิติของเรื่องราวในการรับรู้และเข้าใจได้อย่างน่าสนใจทีเดียว อย่างไรก็ดีดูเหมือนเรื่องราวของประเด็นผู้อพยพจะถูกถ่ายทอดออกมาในแง่มุมของการตีความผ่านโอดิสซีย์ของโฮเมอร์อยู่กลายๆด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ใช่หัวใจที่สำคัญมากนัก นี่ถือเป็นงานที่กล้าและทะเยอทะยานมากยิ่งขึ้นของผู้กำกับทั้งคู่โดยเฉพาะผู้กำกับชาวฟิลิลปินส์อย่าง KHAVN [A-]

Orphea เข้าฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลิน ครั้งที่ 70 ในสาย Encounters

International Sales : Rapid Eye Movies

by Sutiwat Samartkit

(23/04/20)

ไม่มีความคิดเห็น