Header Ads

Like Raining at the End of April review | สิ้นเมษาฯฝนตกลงมาอีกครั้ง


Like Raining at the End of April




(Wichanon Somumjarn)



ภาพยนตร์ทดลองความยาวราวสองชั่วโมงครึ่งของผู้กำกับ วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่สองในรอบแปดปีของเขานับตั้งแต่สร้างชื่อเป็นที่รู้จักจาก "สิ้นเมษาฯ ฝนตกมาปรอยปรอย" (In April the Following Year, There Was a Fire) ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้เป็นหนังทดลองที่ได้หยิบเอาฟุตเทจบางส่วนจากหนังขนาดยาวของเขาเรื่องนั้น และงานของเขาในหลายเรื่องเข้ามาผสมผสานร่วมกับการผลักดันการเล่าเรื่องจากเพลงในอัลบั้ม Countryman ซึ่งเป็นอัลบั้มที่สองในค็อนเซ็ป Local People จากวง Local People Rockband ที่เป็นชื่อวงในส่วนงานทางดนตรีของผู้กำกับเอง ความน่าสนใจในหนังเรื่องใหม่ที่เอาส่วนของเรื่องราวในหนังขนาดยาวของเขาเรื่องนั้นคือ การทดลองที่ไม่ได้หยิบโยงเส้นเรื่องในลักษณะทางตรงแบบที่เกิดขึ้นกับหนังที่ค่อนข้างเล่าตามลำดับเรื่องราว ตามเวลาแบบในสิ้นเมษาฯ ในประเด็นของเนื้อเรื่องอาจไม่มีรายละเอียดมากนักในหนังทดลองเรื่องล่าสุดของเขานี้ แต่การขยายมิติการเล่นกับการตระหนักรับรู้ของผู้ชมอย่างการเรียงไทมไลน์การเล่าเรื่อง การใส่ดนตรีประกอบ และย้อนไทม์ไลนการเล่าเรื่องซึ่งก็ถือว่าสร้างเงื่อนไขที่น่าสนใจไปกว่าการที่เป็นหนังเล่าเรื่องธรรมดาทั่วไปจากประเด็นที่คล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อยทีเดียว ความน่าสนใจอาจถูกแบ่งชั้นของความตระหนักรับรู้ออกเป็นสามส่วนนั่นก็คือ เรื่องของดนตรี งานทางภาพ และไดอะล็อกบทสนทนาที่เกิดขึ้นไม่มากนักในหนังเรื่องนี้ โครงสร้างของการเล่าเรื่องของหนังทดลองไล่เรียงเรื่องราวในประเด็นง่ายๆที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก ไล่มาตั้งแต่การไปทำงานในก่อสร้าง การกลับบ้าน การหางาน หรือแม้แต่ในส่วนบริบทที่พอจะสร้างนัยยะความหมายในจินตนาการได้ เอาเข้าจริงๆแล้วประเด็นพวกนี้ก็เป็นสิ่งที่ปรากฎให้เห็นชัดเจนกว่าอยู่แล้วในหนังเรื่องสิ้นเมษาฯนั่นเอง เพราะฉะนั้นความน่าสนใจของมันจึงไม่ได้อยู่ที่ประเด็นเรื่องของชีวิตคนงานที่ต้องมาเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่อาจต้องตกงานกลับบ้านหรือยังไงก็แล้วแต่ แต่หนังเรื่องนี้ขยับประเด็นไปเล่นกับการตระหนักรับรู้ในเชิงวิธีการมากกว่าในเชิงประเด็น แม้มันจะมีภาพของความซ้อนทับกับการเล่นในเชิงประเด็นของความจริงไม่จริงในแง่ของเรื่องราวอยู่บ้างอย่างเช่นการถือกล้องของตัวละครนำของเรื่องที่เหมือนจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ หรือแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นเพียงคนงานก่อสร้าง ความพร่าเลือนในเส้นขอบของความจริงในหนังเรื่องใหม่ของเขายังน่าสนใจอยู่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นผลลัพธ์มาจากเค้าโครงของหนังขนาดยาวของเขาอย่างสิ้นเมษาฯนั่นแหละ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญมากนักในงานทดลองของเขาเรื่องนี้

จะเห็นว่าในส่วนของเรื่องราวถูกแบ่งเป็นสองช่วงอย่างชัดเจนนั่นคือช่วงที่เรื่องเดินทางไปข้างหน้า เหมือนเรากดปุ่มเล่นหนังตามปกติ ก่อนที่จะผ่านไปอีกครึ่งหนึ่งนั้นเราก็กดปุ่มกรอเพื่อให้ภาพมันย้อนกลับข้างหลัง ไลน์ของการแบ่งเรื่องแบบนี้ทดลองแบบนี้อาจไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากนัก แต่ความน่าสนใจจริงๆอยู่ที่ระดับการตระหนักรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์ประกอบทั้งสามส่วนของหนังอย่างงานดนตรีประกอบที่ใช้ขับเน้น งานภาพ และบทสนทนา จะเห็นว่าสาส์นที่ได้รับจากบทสนทนามีความผิดเพี้ยนและไม่เข้าใจมากนักเมื่อเกิดการกรอย้อนกลับ ในขณะที่งานด้านภาพอาจสร้างความประหลาดเชิงสถานะของการตระหนักรับรู้ตามปกติของมนุษย์อยู่บ้างแต่ไม่ยากเกินความเข้าใจมากนัก ในขณะเดียวกันเสียงดนตรีที่มาจากอัลบั้ม Countryman ของเขา ซึ่งมีการร้อยเรียงจากความตั้งใจการเล่นจากแทร็กแรกไปแทร็กสุดท้ายของเรื่องอาจไม่ได้ให้ความแตกต่างมากนัก เพราะเนื่องจากตัวโน้ตที่ถูกบรรเลงนั้นมันมีสถานะที่ไม่ได้ผูกพันธ์ผ่านลำดับของเวลาตามความเป็นจริงมากนัก จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเรื่องราวนั้นดูจะเป็นจุดเดียวกันได้ด้วยซ้ำ และน่าสนใจที่เมื่อลองย้อนกลับไปฟังแทร็กที่ตั้งใจร้อยเรียงให้เกิดความต่อเนื่องแล้วนั้น จะพบว่าการวางพื้นฐานของดนตรีวางอยู่บนพื้นฐานของเครื่องมือชิ้นดนตรี และการออกแบบดนตรีที่ใกล้เคียงกันด้วยซ้ำ เมื่อมาประกอบกับประเด็นเรื่องราวที่เขาใช้เล่าชะตากรรมของตัวละครนำของเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นหนุ่มต่างจังหวัดที่เข้าไปหางานก่อสร้างทำในเมืองแบบที่เกิดขึ้นในหนังขนาดยาวเรื่องสิ้นเมษาฯด้วยแล้วนั่น (แม้ว่าการเรียงลำดับเรื่องในลักษณะที่คนดูรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากช่วงครึ่งแรกหมดแล้วอาจจะทำให้ช่วงครึ่งหลังของหนังไม่น่าสนใจในส่วนของประเด็นมากนักก็ตาม) เราพบว่าในทางหนึ่งผู้กำกับอาจต้องการสะท้อนชะตากรรมของชีวิตแรงงานที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันที่เมื่อเวลาเกิดวิกฤติอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเมืองและเศรษฐกิจมักจะเป็นกลุ่มที่รับแรงกระแทกเร็วที่สุด และอาจรุนแรงมากที่สุด ซึ่งสะท้อนชะตากรรมที่เกิดขึ้นของชนชั้นล่างในรัฐไทยที่ไม่ได้มอบหลักประกันด้านความมั่นคงใดๆให้กับชีวิตของพวกเขามากนัก ฉากแรกและฉากสุดท้ายที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้อาจเป็นชะตากรรมที่น่าเศร้าที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแม้จะผ่านไปถึงแปดปีแล้วนับตั้งแต่ สิ้นเมษาฯได้ฉายในโรงภาพยนตร์ [C]

หนังฉายใน Vimeo (Doc Club on demand)

International Sales : - (Local People Studio)

by Sutiwat Samartkit
(27/04/20)

ไม่มีความคิดเห็น