Header Ads

Berlin 2020: The Shepherdess and the Seven Songs | เพศนิยมในบทบรรเลง


The Shepherdess and the Seven Songs

(Pushpendra Singh)



Berlin Film Festival 2019 : Encounters



หนังขนาดยาวเรื่องที่สาม และหนังฟิคชั่นเรื่องที่สองของผู้กำกับชาวอินเดีย Pushpendra Singh ที่ยังคงหยิบเอาเรื่องราวของโฟล์คเทลมาเล่าอีกครั้ง หลังจากที่หนังฟิคชั่นเรื่องแรกของเขาที่ฉายในสาย Forum ของเทศกาลหนังเบอร์ลินในปีนี้ก็เคยหยิบเอาเรื่องเล่าพื้นบ้านเข้ามาวาดลวดลายแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ในหนังเรื่องล่าสุดของเขาหยิบเอาเรื่องราวพื้นบ้านของ Vijaydan Detha เข้ามาดัดแปลงและเล่าเรื่องราวผ่านชะตากรรมของหญิงสาวในชนเผ่าทางแคชเมียร์ที่ยังคงมีวัฒนธรรมของการเร่ร่อนและเคลื่อนย้ายออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยอิงเรื่องราวมาจากส่วนของกวีนิพนธ์ของศิลปินลึกลับในพื้นถิ่นแคชเมียร์อย่าง Lalleshwari และบทเพลงทั้งเจ็ดเพลงที่บอกเล่าสถานะของตัวละครออกมาได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงที่พูดถึงการแต่งงาน การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ความเศร้า ความหวัง เป็นต้น ซึ่งสะท้อนชะตากรรมของหญิงสาวในเรื่องที่ต้องแต่งงานมายังอีกเผ่าหนึ่ง และต้องอยู่อาศัยกับฝ่ายชายที่ดูไม่ค่อยมีความเป็นชายมากนัก ไม่มีความสามารถที่มากเพียงพอในการปกป้องเธอได้ วิธีการที่หนังเองใช้เล่าน่าสนใจมากทีเดียว การหยิบจับความเป็นหนังตลกร้ายที่เจือลงไปเล็กน้อยในหนังสร้างสีสันให้กับตัวหนังอย่างชัดเจนทีเดียว โดยเฉพาะการค่อยๆเพิ่มประเด็นขึ้นมาอย่างการค่อยๆชักนำการเพิ่มของน้ำหนักเรื่องราวที่เธอต้องการให้สามีของเธอไปจัดการกับชายที่เข้ามายุ่มย่ามลวนลามตัวเธอได้อย่างน่าสนใจ การเพิ่มประสิทธิพลของซีนที่คล้ายคลึงกันตรงนี้ไปสู่บทสรุปที่น่าจดจำของหนังสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์กับความทุพลภาพที่เกิดขึ้นกับตัวละครเพศชายในเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งมันซ้อนทับกับประเด็นเชิงสังคม และวัฒนธรรมเรื่องของเพศที่เกิดขึ้น ทั้งในบริบทของชนเผ่าที่ถูกกดทับด้วยความพื้นที่ในแคชเมียร์ และความเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐอินเดียที่พยายามเข้าไปขึ้นทะเบียน พยายามเข้าไปทำลายวัฒนธรรมของชนเผ่าเร่ร่อนเดิมด้วยความเชื่อจากส่วนกลางของรัฐอินเดีย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าสถานะของเพศหญิงในบทบาทที่ตัวละครนำของเรื่องนั้นต้องเผชิญเป็นสถานที่ต่ำต้อยอย่างมากในสาระบบของสังคมวัฒนธรรมที่ตัวละครเองเผชิญอยู่

แต่การสร้างคาแร็คเตอร์ของตัวละครให้มีความฉลาด มีชั้นเชิงในการแต่งแต้มเรื่องราวนั้นถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว เพราะบริบทและพฤติการณ์ที่ตัวละครในเรื่องทำนั้นสร้างภาพเชิงความหมายออกมาอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการสะท้อนสถานภาพเชิงสังคม และเพศสภาพของตัวละครนำที่มีต่อเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่ แม้ว่าภาพของหนังเองจะไม่ได้เลือกที่จะนำเสนอในความเศร้าแบบดราม่าที่ตัวละครหญิงที่ถูกจัดอยู่ในสถานภาพทางกายภาพที่ต่ำต้อยกว่าต้องเผชิญ และเล่าออกมาในเชิงของผู้ถูกกดขี่ จริงๆแล้วหนังเองเล่าภาพของตัวละครตัวนี้ในลักษณะของผู้นำในสถานภาพที่ตัวละครเป็นอยู่ในสังคมนั้นด้วยซ้ำ แต่หนังเองยังสะท้อนภาพเชิงสัญลักษณ์ออกมาอีกทางหนึ่งด้วยในรูปแบบของการสร้างไดอะล็อกสั้นๆ และความหมายเชิงสัญลักษณ์ของตัวละครนำของเรื่องที่ถูกสะท้อนย้ำเตือนถึงสถานภาพโดยแท้จริงที่ตัวละครเองเผชิญอยู่ ซึ่งมันกลายเป็นอุปมาอุปมัยของเรื่องราวที่ทรงพลังมากทีเดียว โดยเฉพาะภาพของการมองจุดสูงสุดของภูเขาที่มีความหนาวเหน็บของตัวละคร และเรื่องราวของการพบเจอซากของครอบของงูที่ลอกคราบเอาไว้ ประเด็นตรงส่วนนี้ถือว่าให้ความหมายที่ชัดเจนในเชิงอุปมาอุปมัยอย่างมาก นี่ยังไม่นับรวมไปถึงการสร้างประเด็นของเรื่องราวที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ตัวละครนำต้องเผชิญผ่านเจ็ดเพลงที่ดูยัดเยียดให้กับความต่ำต้อยกรายๆของเพศหญิงในสังคมและวัฒนธรรมดังกล่าว อย่างไรก็ดีความทรงพลังของหนังเองไม่ได้อยู่ที่การเลือกนำเสนอสิ่งใดสิ่งหนึ่งในหนังในเชิงสัญลักษณื แต่หากเป็นการเลือกนำเสนอภาพของการกระทำกันระหว่างเพศที่เกิดขึ้นทั้งในบริบทของความเป็นสามี และความเป็นเพศชายที่กระทำต่อตัวผู้หญิงที่เป็นตัวละครนำของเรื่องมากกว่า ภาพของไฟที่กำลังเผาไหม้ในตัวต้นไม้ในช่วงหนึ่งจนมอดไหม้เป็นธุลีนั้นอธิบายความรู้สึกได้อย่างชัดเจน ถือเป็นผลงานมาสเตอร์พีซที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับงานของผู้กำกับคนนี้ [A]

The Shepherdess and the Seven Songs เข้าฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลิน ครั้งที่ 70 ในสาย Encounters

International Sales : Saarthi Entertainment, Crawling Angel Pictures, ASR Films

by Sutiwat Samartkit

(04/05/20)

ไม่มีความคิดเห็น