Header Ads

Junk Food Fable review | ความฟุ้งเฟ้อของเวลาในชนชั้นกลาง


Junk Food Fable



(Theerapat Wongpaisarnkit)



ผู้กำกับระดมทุนทำหนังเรื่องนี้มาสักระยะและจบลงด้วยการนำเสนอหนังในลักษณะงานทดลองที่ผสมกับงานหนังสั้นเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาอย่าง MGB: Softwhere มาใช้ในช่วงต้นเรื่องของหนังเรื่องนี้ที่หยิบจับชั่วโมงยามของค่ำคืนอันยาวนานของเที่ยวคืนคืนหนึ่งที่ลากยาวออกไป หลังจากนั้นดูเหมือนว่าหนังเองจะเล่าในบริบทที่ต่างออกไปได้อย่างน่าสนใจ และเราเห็นอิทธิพลของหนังเรื่องแรกที่เป็นหนังสั้นที่ในหนังเรื่องนี้มีสถานะภาพเป็นเรื่องสมมติที่เกิดขึ้น แต่น่าสนใจอย่างมากที่ผลกระทบจากหนังเรื่องนั้นที่ถูกถ่ายทำในภาวะของหนังซ้อนหนังสร้างผลกระทบต่อซีนและเรื่องราวถัดมาจากนั้นที่น่าจะมีรากฐานของความสมจริงมากกว่าให้ดูไม่จริงให้ดูถูกคุกคามด้วยข้อเท็จและข้อจริงด้วยเช่นเดียวหัน เพราะฉะนั้นจะเห็นผลลัพธ์ของหนังมันเต็มไปด้วยความคลุมเครือของความจริง และสถานการณ์ของช่วงวันเวลาค่อนข้างชัดเจน ซึ่งหนังเองก็อาศัยปัจจัยร่วมที่หนังสร้างขึ้นอีกไม่ว่าจะเป็นการให้ตัวละครในหนังรับบทที่แตกต่างกันไปราวสามบทในตัวละครผู้หญิงที่เป็นตัวละครนำของเรื่อง ซึ่งสร้างอิทธิพลของตัวละครให้มีความคลุมเครือต่อเรื่องราวมากยิ่งขึ้น ความพร่าเลือนที่เกิดของความจริงและไม่จริงของหนังถูกทำให้พร่าเลือนไม่เพียงแต่ในเชิงกายภาพพื้นที่ที่พูดถึงความจริงที่วางอยู่หน้ากล้อง และความเสมือนที่วางอยู่หลังกล้องเท่านั้น หรือพูดเพียงผ่านบทสนทนาในหลายช่วงของหนังเรื่องนี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่าในขณะหนึ่งการตีความของคนคนหนึ่งที่มีต่อเรื่องหนึ่ง กลับต่างออกไปจากการตีความที่เกิดขึ้นจากตัวละครอีกตัวหนึ่ง หรือแม้แต่ตัวผู้สร้างผลงานนั้นขึ้นมาเอง การให้ตัวละครพูดประโยคหนึ่งว่าตัวละครอีกตัวนั้นโง่และก็น่ารำคาญเป็นการสื่อสารที่อาจบิดเบี้ยวไปจากความเป็นธรรมชาติ แต่มันช่วยขับเน้นการสื่อความหมายในเชิงอุปมาอุปมัยของหนังเรื่องนี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่หนังเองใช้เวลาเป็นประเด็นแกนกลางของเรื่องที่เอามาขยายวิพากษ์การเหลื่อมของการตีความความหมายทั้งในเชิงสังคมการเมือง และวัฒนธรรมของประเทศนี้

ค่อนข้างให้ความหมายที่ชัดเจนเมื่อหนังใช้การแทนสัญลักษณ์ของเรื่องราวด้วยเวลา และผูกเชิงกายภาพผ่านตัวโดนัทหรือ Onion Ring ที่หนังวางสัญลักษณตรงนี้ไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องด้วยซ้ำ รวมไปถึงการแทนสัญลักษณ์ตรงนี้ผ่านตัวนักร้องไอดอลที่เอามาใช้ในหนังเรื่องนี้ ไม่ชัดเจนมากนักเหมือนที่หนังเรื่องนี้เองพูดเอาไว้ว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็นส่วนผสมของการเมืองมากน้อยเพียงใด แต่ในเชิงรายละเอียดปลีกย่อยนั้นก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้าง เรื่องของกาลเวลาในหนังเรื่องนี้ดูเป็นความฟุ่มเฟือยที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสั้นเรื่องที่ถูกฉายในช่วงต้นของหนังเรื่องนี้ หรือแม้แต่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ที่ตัวละครเองใช้เวลาได้ไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก คาดหวังเวลาในอนาคตอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนว่าเวลาก็ถูกยืดยาวออกไปอย่างไม่ชัดเจนว่ามันจะสิ้นสุดเมื่อใด ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อของเวลาในหนังเรื่องนี้กลายเป็นสิ่งไปจำเป็น คงไม่ต่างอะไรกับอาหารขยะที่เรากินกัน เวลาอาจเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับทุกคน แต่กลายเป็นว่าเมื่อเวลาดูเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่เกิดขึ้น แล้วอะไรที่แท้จริงคือความจำเป็น เวลาอาจทำให้หลายสิ่งพัฒนาไปข้างหน้าได้มากขึ้น แต่ดูเหมือนการที่เวลามันเพิ่มขึ้น มันสร้างวังวนของเวลาให้เราไม่รู้จักขยับไปไหน สถานะที่หนังเป็นอยู่เหมือนเวลากำลังวนลูปในลักษณะเดียวกับ Onion Ring ที่อยู่ในหนัง ตลอดทศวรรษที่สูญหายของประเทศไทย ทำให้รู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันไม่ขยับก้าวหน้าไปไหนเลย เหมือนเรามีเวลาอันฟุ่มเฟือยให้เราใช้ไม่มีที่สิ้นสุด จะว่าไปแล้วการที่เรามีเวลามาก มีจำนวนเวลาที่มากยิ่งขึ้นมันควรจะนำมาซึ่งการสร้างความสุข Junk Food ทั้งหลายในหนังเรื่องนี้อาจเป็นภาพแทนของต่างประเทศ คือในแบรนด์ที่ใช้มาก็ดูจะเป็นแบรนด์อาหารอเมริกันทั้งหมดเลยทั้งเบอร์เกอร์ และโดนัท ซึ่งกลายเป็นว่าเวลาที่ตัวละครใช้ในประเทศนี้กลับกลายเป็นว่าไม่ได้สามารถสร้างความสุขได้ ภาพแทนความสุขของตัวละครเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆที่สัมพันธ์กับอาหารขยะในหนัง และเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศในทางหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ แม้แต่ตัวละครตัวหนึ่งที่ได้ไปทำงานที่ต่างประเทศซึ่งสุดท้ายเขารู้ว่าต้องกลับมาบ้านก็ยังดูจะไม่มีความสุขเท่าไหร่ ซึ่งในทางหนึ่งมันสะท้อนภาพของวัฒนธรรมของการอยากเป็นสิ่งอื่น ความไม่พอใจทั้งในตัวเอง และคนอื่นที่เกิดขึ้นในหนัง จะว่าไปแล้วภาพของหนังเรื่องนี้ดูเหมือนทางกายภาพมันนำเสนอเรื่องราวของอาหารขยะที่ดูเหมือนจะเป็นภาพของความฟุ่มเฟือยส่วนเกินที่ไม่ได้จำเป็นสำหรับมนุษย์มากนัก มันควรจะเป็นส่วนเติมเต็มความสุข แต่กลายเป็นว่าแกนของหนังเรื่องนี้เป็นความเศร้าที่ปกคลุมตัวหนังอย่างถึงแก่น และตัวละครเองก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในโลกปัจจุบัน ซึ่งน่าสนใจที่มันดันไปสอดคล้องกับสภาพการณ์ของทศวรรษที่สูญหายของประเทศไทยที่วนเวียนอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่องของการเมือง และเข้าไปไม่ถึงพื้นฐานที่แข็งแรงที่รองรับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เสียที วันที่ฝนตกลงมาเป็นแสงคงยากที่จะเกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ถือเป็นงานทดลองที่ผลักดันพรมแดนของการตีความ และการรับรู้ประเด็นเรื่องราวผ่านเวลาได้อย่างน่าสนใจทีเดียว [A-]

หนังฉายใน Vimeo (Doc Club on demand)

International Sales : - (Chompootaweeb Production)

by Sutiwat Samartkit
(07/05/20)

ไม่มีความคิดเห็น