Header Ads

Thai Film Review: One for the Road | The Edge of Daybreak | Come Here

One for the Road (2021) (dir. Nattawut Poonpiriya)

The Edge of Daybreak (2021) (dir. Taiki Sakpisit)

Come Here (2021) (dir. Anocha Suwichakornpong)

 

พักช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ด้วยความสำเร็จของหนังไทยในเทศกาลหนังระดับโลกทั้งสามเทศกาลสำคัญในช่วงต้นปีที่ผ่านมาซึ่งหนังไทยสามารถเข้าไปเฉิดฉายในเทศกาลหนังสำคัญทั้งสามเทศกาลจากสองทวีปทั้งเทศกาลหนังซันแดนซ์ สหรัฐอเมริกา, เทศกาลหนังรอตเตอร์ดาม เนเธอร์แลนด์ และเทศกาลหนังเบอร์ลิน เยอรมัน ซึ่งหนังทั้งสามเรื่องล้วนได้รับคำวิจารณ์โดยรวมในแง่บวก ซึ่งหนังเรื่องแรกของผู้กำกับ “นัฐวุฒิ พูนพิริยะ” ซึ่งเข้าประกวดในสายหนังโลกของเทศกาลหนังซันแดนซ์สามารถคว้ารางวัล Special Jury ของเทศกาลไปครองได้ ในขณะที่หนังไทยอีกเรื่องที่ฉายในเวลาไล่เลี่ยกันของผู้กำกับ “ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์” ซึ่งเข้าประกวดในสายประกวดหลักของเทศกาลรอตเตอร์ดามนั้นสามารถคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์นักวิจารณ์นานาชาติไปครองได้




หนังที่ฉายที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ของผู้กำกับ “นัฐวุฒิ พูนพิริยะ” นั้นดูมีคาแรคเตอร์และประเด็นที่แตกต่างจากหนังอีกสองเรื่องซึ่งสามารถจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้อย่างชัดเจน ด้วยสไตล์งานของผู้กำกับที่ชัดเจนจากอิทธิพลของหนังฮอลีวูดและหนังฮ่องกงที่ผสมผสานในหนังเรื่องใหม่ของเขาซึ่งเป็นสไตล์งานที่สังเกตได้อย่างชัดเจนจากหนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขาอย่าง “Countdown” จนถึง “Bad Genius” แล้วก็ว่าได้ ความฉูดฉาดของการเล่าเรื่องที่วาดลวดลายผ่านการลำดับเรื่องราวที่มีการวางเส้นเรื่องเป็นบล็อกอย่างชัดเจน ประเด็นที่ผูกกับการเคลื่อนไหวผ่านประเด็นปัจเจกของตัวละครที่ชัดเจน และฉาบพื้นหลังอย่างเบาๆด้วยประเด็นทางสังคมการเมืองที่ไม่ได้ขยายตัวมาห้อมล้อมเรื่องราวได้มากนัก สิ่งที่ยังเป็นปัญหาในหนังเรื่องก่อนๆของเขาที่โครงสร้างของเรื่องราวดูใหญ่เกินตัวจนไม่สามารถสร้างความสุกงอมให้กับประเด็นได้ดีเพียงพอยังคงเป็นปัญหาในหนังเรื่องใหม่ของเขาอยู่เช่นเดิม แม้จะพยายามกลบด้วยสไตล์การเล่าเรื่องและงานภาพที่ประดังความฉูดฉาดงดงามเข้ามามากขึ้นก็ตาม แต่ความทะเยอทะยานที่น่าชื่นชมในพัฒนาการการนำเสนอฉากและภาพของเขากลับทำให้ความไม่จำเป็นของเรื่องราวที่ไม่ส่งเสริมต่อพัฒนาการกับแกนของเรื่องของเขาดูเป็นแผลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และนี่กลายเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้แรงส่งต่อแกนการเล่าเรื่องมันไม่มีพลังอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายท่ามกลางสไตล์การเล่าเรื่อง การกำกับที่พัฒนาเทคนิคได้ดีขึ้นมากแต่ไม่อาจตอบสนองกับหัวใจสำคัญของเรื่องได้แข็งแรงเพียงพอ แม้จะได้นักแสดงที่มีพลังของการถ่ายทอดเรื่องราวที่ดีแล้วก็ตาม ซึ่งพล็อตเรื่องที่ว่าด้วยตัวละครที่จับพลัดจับผลูกับเพื่อนที่ป่วยระยะสุดท้ายและเดินทางไปทำภารกิจไม่ใช่สิ่งที่จะไม่พบเจอในหนังเรื่องอื่นเท่าไหร่นัก ทำให้เพดานของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นการสำรวจพื้นที่แปลกใหม่เท่าใดนัก

 


ต่างจากงานของผู้กำกับอีกสองคนที่ได้เข้าฉายกันคนละเทศกาลกันทั้งเทศกาลหนังรอตเตอร์ดาม ผลงานของผู้กำกับ “ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์” อย่าง “The Edge of Daybreak” หรือชื่อไทยว่า “พญาพิโศก พิโยคค่ำ” และในเทศกาลหนังเบอร์ลินในสายฟอรั่มของผู้กำกับ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” อย่าง “Come Here” หรือ “ใจจำลอง” ซึ่งหนังทั้งคู่ล้วนเป็นหนังขาวดำ และมีลักษณะของความเป็นหนังทดลองที่มีพื้นหลังเป็นห้วงประวัติศาสตร์การเมืองอย่างชัดเจนกว่า ซึ่งการหยิบเอาพื้นหลังทางสังคมการเมืองในประวัติศาสตร์นั้นมีความเข้มข้นมากกว่าชัดเจน แต่หนังทั้งสองเรื่องนั้นยังมีรายละเอียดและสไตล์การเล่าเรื่องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในหนังขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับและอาจารย์อย่าง “ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์” นั่นวางเรื่องราวเป็นพื้นที่เอกเทศห่างไกล เป็นการโฟกัสเรื่องราวในความเป็นชนบทที่ชัดเจน ต่างจากงานของผู้กำกับ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ที่สำรวจพื้นที่ชายขอบผ่านความเป็นคนเมืองมากกว่า ใน “The Edge of Daybreak” นั้นหยิบเอาพื้นหลังทางการเมืองมาเล่าในระดับที่เข้มข้นโฟกัสความเป็นอุปมาอุปมัยเชิงสัญลักษณ์ผ่านครอบครัวอันไม่สมประกอบ และความสัมพันธ์ที่ครอบครัวมีต่อสงครามกลางเมืองอย่าง 14 และ ตุลาซึ่งสัมพันธ์กับภาพของนักศึกษาที่หายเข้าป่าและการปราบปรามคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลานั้นของผู้มีอำนาจที่อาจตีความประเด็นทางการเมืองสะท้อนภาพของโครงสร้างชนชั้นนำและภาวะของผู้ที่อยู่เหนือกฎได้อย่างชัดเจน การคืบคลานของความมืดมิด ความเจ็บป่วย บาดแผลที่สัมพันธ์กับพื้นหลังของสงครามถูกเล่าออกมาอย่างบีบรัดความรู้สึก เหมือนหนังที่หยิบเอาประเด็นทางการเมืองมาเล่าเป็นพื้นหลังแบบหนังของ “อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล” แต่ปรับให้มีความขาวดำของการเล่าเรื่องและนำเสนอความดำมืดของศีลธรรมอันชวนกระอักกระอ่วนผ่านฉากที่น่าขยะแขยงหลายต่อหลายฉาก เป็นงานที่ท้าทายพื้นที่ของการสำรวจทั้งในเชิงอารมณ์ความรู้สึก และการเมืองเชิงเปรียบเทียบกับประเทศสยาม และความวุ่นวายที่สัมพันธ์กับความพิกลพิการที่เกิดขึ้นในครอบครัวหนึ่งที่มีภาวะของผู้มีอำนาจได้ดี

 


ในขณะที่หนังเรื่องล่าสุดของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” อย่าง “Come Here” หรือ “ใจจำลอง” นั้นดูจะลดทอนการปะทะในประเด็นทางการเมืองลงไปพอสมควรเมื่อเทียบกับหนังของไทกิ หรืออาจจะย้อนเทียบไปกับหนังยาวที่ทำคนเดียวเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาอย่าง “ดาวคะนอง” ที่มีพื้นหลังทางการเมืองเดือนตุลาอย่างชัดเจน ในหนังเรื่องสุดยังมีสไตล์งานการเล่าเรื่องแบบที่เราเห็นในหนังเรื่องก่อนๆของเธอ การเล่าเรื่องราวโดยโฟกัสความรู้สึกของตัวละครในเรื่องมากกว่าที่จะจับต้องเส้นเรื่องทางกายภาพอย่างชัดเจน ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอที่มีความยาวชั่วโมงเศษก็ยังเป็นแบบนั้น การหยิบเอาเพื่อที่ทางประวัติศาสตร์เป็นซากของเหตุการณ์การเกณฑ์แรงงานทาสสัมพันธมิตรไปสร้างทางรถไฟสายมรณะที่กาญจนบุรีและซ้อนมันเข้ากับการเดินทางไปเที่ยวกาญจนบุรีของเพื่อนสี่คน และการเดินเตรดเตร่หลงทางในป่าของอีกเส้นเรื่องหนึ่งที่ตัดสลับเข้ามา มันเป็นหนังที่พูดถึงตัวละครวัยรุ่น อนาคตของประเทศไทย มันเป็นหนังโอดิสซีของวัยรุ่นไทยที่อยู่ในประเทศที่ไม่มีความมั่นคงทางความฝันและชีวิตใดๆ จะเห็นว่างานของเธอในเรื่องใหม่เอาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นพื้นหลังและยึดโยงมันเข้ากับความรู้สึกในปัจจุบันแบบที่เกิดขึ้นในงานก่อนของเธอ และสไตล์ของการผสมผสานภาวะกึ่งจริงกึ่งฝันที่เอามาตั้งคำถามถึงบ้าน สถานที่ การเดินทางที่สะท้อนมุมมองที่เด็กวัยรุ่นไทยมีต่ออนาคตอันพร่าเลือนและไม่ชัดเจน เป็นคำถามที่ทรงพลังอย่างมากผ่านการเล่าเรื่องที่ทลายกรอบของความเป็นจริงทางกายภาพได้อย่างน่าสนใจทีเดียว เป็นงานที่กินเวลาการเล่าเรื่องที่สั้นแต่ทรงพลัง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในหนังไทยทั้งสามเรื่องที่ตระเวนฉายตามเทศกาลระดับโลกล้วนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและชัดเจน และต่างล้วนทำผลลัพธ์ได้ดีทีเดียว

ไม่มีความคิดเห็น